ตอนที่ 3 สิ่งเล็กๆที่มิอาจมองข้าม

ตอนที่ 3 สิ่งเล็กๆที่มิอาจมองข้าม

เหตุการณ์ ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้มักจะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ มนุษย์เงินเดือนเป็นส่วนใหญ่เคยไหมครับที่เวลาเราจะออกจากบ้านไปทำงาน แล้วลูกร้องตามแล้วเราก็จะทำเนียนๆ ออกจากบ้าน เพราะกลัวลูกร้อง

ผมกับแม่แป้งทำบ่อยครับ

โดยการให้ย่าล่อหลอกให้ณดาไปดูแมวบ้าง ดูนั้นดูนี่บ้าง เพราะกลัวเค้าร้องครับ

แต่หารู้ไม่เหตุการณ์เล็กๆแค่นี้ถือเป็นเหตุการณ์เลวร้ายสำหรับเด็กจะทำให้เกิด

ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ไม่ถูกระบุขึ้นมาและ ฝังตัวลงไป เป็น Implicit Memory

คือเป็นความทรงจำที่เราจำไม่ได้ หากพูดในทางจิตวิทยาก็คือเหตุการณ์ที่ฝังตัวลงไปในจิตไร้สำนึกสั่งสมกลายเป็นปม ที่แม้เวลาจะผ่านไปแต่มันก็ยังคอยหลอกหลอน

และส่งผลต่อลักษณะนิสัยของคนๆนั้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เคยเห็นไหมครับผู้หญิงที่ติดแฟน มากๆ หรือผู้ชายที่หวงแฟนมากๆ หวงจนไรเหตุผล บางทีแค่หายหน้าไปแป็บก็ถึงกับโมโหว่าเธอไปไหนมา โทรตามจิก นี่แหละครับ สาเหตุที่สั่งสมมาจากวัยเด็ก

อีกหนึ่งตัวอย่างนะครับ คุณเคยไหมครับที่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าคนนี้เลยทั้งๆที่ยังไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ ก็เนื่องมาจาก ผลของ Implicit Memory ที่เราเคยโดนคนลักษณะนั้นๆทำให้โกรธหรือพบเจอเรื่องแย่ๆ ในอดีตที่เรานั้นลืมไปแล้ว สำหรับผมแล้ววิธีการที่จะไม่ให้เกิด Implicit Memory ขึ้นนะครับก็ได้รับการแนะนำมา ว่า…

ก่อนออกจากบ้านให้บอกลูกไปเลย ว่าเรากำลังจะไปทำงานแล้วนะ ในวันรุ่งขึ้นผมกับแม่แป้งก็ได้ ทดลองทำเลยครับ ผลปรากฎว่า ณดา ดูเหมือนจะร้องและโผเข้าหาแม่ แม่ก็กอดแนนๆและบอกกับเค้าว่าพ่อกับแม่จะไปทำงานแล้วนะ ณดาก็เข้าใจครับและก็โผไปหาย่า แถมยังโบกมือบายๆ ส่งพ่อกับแม่ อีกแนะ สรุปคือได้ผลครับ บางครั้งการที่เรากลัวลูกร้องนี่ก็อาจจะส่งผลร้ายแรงโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ผมอยากจะยกบทความของอาจารย์ วิศิษฐ์ วังวิญญู มาให้อ่านเพื่อความเข้าใจมากขึ้นนะครับ

“เรื่องเล่า” จุดเชื่อมต่อระหว่างความคิด กับอารมณ์ความรู้สึก ภาพ อุดมคติของชีวิตก็คือสมองทั้งสองซีกสามารถหลอมเข้ามาทำงานร่วมกันได้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือศาสตร์สายงานวิจัยสมองเขาจะให้ความสำคัญกับ “เรื่องเล่า”เป็นอย่างมากคือในชีวิตมนุษย์นี่ โดยเฉพาะในเด็ก เวลาเจอเรื่องทุกข์ใจเจออารมณ์ความรู้สึกที่รับมือได้ยาก สมองซีกขวามันจะรับเข้ามาก่อนในช่วงแรกที่เรื่องเข้ามาปะทะ

สมองซีกขวาจะปั่นป่วน สับสน เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ระบุไม่ได้ตรงนี้ ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจ พ่อแม่ก็จะสามารถเอาสมองซีกขวาของตนมาเชื่อมต่อเข้ากับสมองซีกขวาของลูกก่อน ที่จะรีบอธิบายด้วยเหตุผล (สมองซีกซ้าย) โดยปฏิเสธความเจ็บปวดที่เด็กกำลังเผชิญอยู่(ตัวอย่าง Classic ก็คือ ลูกล้ม พ่อแม่ก็รีบวิ่งเข้ามาแล้วบอกลูกว่า “ไม่เจ็บลูกอย่าร้องไห้!!”)

ขั้นแรกในการเอื้อให้ลูกรับมือความเจ็บปวด พ่อแม่ต้องเชื่อมต่อแบบขวา-ขวาก่อนคือรับรู้สิ่งที่เด็กกำลังเผชิญอยู่รับรู้ไม่ใช่แค่ในความคิด แต่เข้าไปเห็นอกเห็นใจ สื่อสารกับเขาด้วยภาษาเดียวกัน คือภาษาของสีหน้าท่าทาง สมองซีกขวาคือประตูที่พ่อแม่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกได้จริงๆ อันนี้ก็คือการเริ่มต้นด้วยการConnect ขั้นต่อมา พอเชื่อมต่อแล้วเราก็ค่อยๆน้อมนำให้ลูกพัฒนาสมองซีกซ้ายของเขาค่อยๆให้เขา เอาสมองซีกซ้ายเชื่อมเข้ามา เรื่องเล่าจะเข้ามามีบทบาทตรงนี้

การประกบความคิดเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกการระบุอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็จะช่วย สงบความสับสนอลหม่านในสมองซีกขวาลงได้ในหนังสือเรียกกระบวนการนี้ว่า “Making Sense” คือการระบุประสบการณ์อารมณ์ความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาเป็นเรื่องเล่าที่ สามารถทำความเข้าใจได้ เหตุการณ์ที่เจ็บปวด กับความทรงจำ 2 ประเภท เมื่อ เด็กพบเจอกับความเจ็บปวด หากพ่อแม่สามารถ Connect แล้วค่อยๆช่วยให้เขาลำเลียงเรื่องราวภายในของตนออกมาจนสามารถทำความเข้าใจ มันได้เป็นเรื่องราวที่ Make Sense สำหรับเขา เหตุการณ์ความเจ็บปวดดังกล่าวก็จะไม่คั่งค้างในการเล่าเรื่องนั้นเองที่ เหตุการณ์จะค่อยๆแปรสภาพเป็น Explicit Memory คือเป็นความทรงจำที่สามารถรับรู้ได้ชัดจำได้ ตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอดีตไปแล้ว

แต่ถ้าในตอนนั้น เด็กไม่มีผู้ใหญ่ที่เข้าใจที่ช่วยให้เขาทำความเข้าใจเรื่องราวของตนเอง ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ไม่ถูกระบุขึ้นมาเป็นเรื่องเล่าก็จะฝังตัวลงไป เป็นImplicit Memory คือเป็นความทรงจำที่เราจำไม่ได้ หากพูดในทางจิตวิทยาก็คือเหตุการณ์ที่ฝังตัวลงไปในจิตไร้สำนึกสั่งสมกลาย เป็นปม ที่แม้เวลาจะผ่านไป แต่มันก็ยังคอยหลอกหลอน คอยก่อกวนชีวิตของเราต่อมาโดยเราไม่รู้ตัว

อย่างคนบางคน ตอนเด็กอาจมีประสบการณ์เลวร้ายกับการแสดงออกในที่สาธารณะพอเกิดความรู้สึก แย่แล้วผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ กลับบอกให้กล้ามากขึ้นกลับรีบบอกให้ตั้งใจออกไปแสดงใหม่ ความรู้สึกแย่ที่ไม่ได้รับการดูแลก็จะคั่งค้างฝังลงไปเป็น Implicit Memory ที่แม้เมื่อโตขึ้นคนๆนั้นอาจลืมเรื่องราวดังกล่าวไปแล้วแต่ความกลัวการ แสดงออกก็ยังคงก่อกวนอยู่อย่างไม่รู้ที่มา แนวโน้มของการตัดอารมณ์ความรู้สึก หาก เราโตขึ้นมาในบ้านที่การเชื่อมต่อซีกขวากับซีกขวาขาดหายไปโอกาสที่เราจะได้ ทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกก็จะมีน้อยมาก เมื่อขาดสัมผัสทางใจจากผู้ใหญ่ความทุกข์ก็จะกลายเป็นสิ่งที่เด็กเกินจะทานทน นี่อาจเป็นสาเหตุให้เด็กหลายคนต้องดูแลตัวเองผ่านการ “ผลักไสอารมณ์ความรู้สึก”พยายามตัดการทำงานของสมองซีกขวาออกไปทั้งยวง (จริงๆ ก็ไม่ใช่ตัด เพียงปิดการรับรู้ถึงมันมากกว่า)

เมื่อไม่มีคนที่พร้อมจะฟังเราก็ไม่พูด เมื่อไม่พูดไปนานๆ เราก็อาจไม่รับรู้ถึงมันอีกต่อไปเราโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับ อารมณ์ความรู้สึกโดยเห็นว่ามันเป็นความอ่อนแอ ภายนอกเราดูเข้มแข็ง มีเหตุผล แต่ก็ด้านชาเราไม่รับรู้อารมณ์ตัวเอง และยากที่จะเข้าใจอารมณ์ของผู้คนรอบข้าง ที่สำคัญเมื่อเราปิดการทำงานของสมองซีกขวา ความสามารถในการ Connect กับผู้คนก็หายไปด้วยเราแยกขาดจากคนที่เรารัก กลายเป็นความเหงาที่เราไม่รับรู้เป็นความเหงาที่ระบุไม่ได้

จริงๆแล้วเรื่องการบอกลูกก่อนออกจากบ้านหลายบ้านอาจทำอยู่แล้ว อันนั้นเป็นเรื่องดีมากๆเลยครับ เพราะผมก็พึ่งจะมาลองทำดูแล้วเห็นผลที่รู้สึกดีมากๆ  บางคนอาจจะรู้สึกเฉยๆกับเรื่องนี้ แต่สำหรับบ้านของเราเราคิดว่าเป็นเรื่องไม่ใหญ่แต่ได้ผลลัทพ์ที่น่าสนใจและประจักษ์กับตัวผมเองแล้วจริงๆ

จากที่ผมได้ไปเรียน มีหลายเรื่องราวที่ผมเก็บเกี่ยวได้แล้วจะนำมาใช้กับลูก ไว้โอกาสหน้าผมจะมาแบ่งปันสิ่งที่ผมเก็บเกี่ยวมาได้นะครับ

พ่อโป๊ะ

 

ปล. เรื่องที่แม่แป้งแชร์ในคลาสครับ Click


7 thoughts on “ตอนที่ 3 สิ่งเล็กๆที่มิอาจมองข้าม

  1. บอกเบลล่าตลอด ว่าวันนี้จะไปอยู่กับใคร ป๊าไปทำงาน ม๊าไปทำงาน
    บ่ายๆเบลล่าก็จะเอาโทรศัพท์มาcall ม๊า กับพูดม๊า งาน ม๊ารถติด

  2. ทำตามที่พ่อโป๊ะแนะนำ ทำแล้วค่ะ บ้างครั้งลูกก็เข้าใจไม่ร้องตาม บ้างครั้งก็ร้องตามเหมือนเดิม แต่เราจะบอกลูกทุกๆวัน ^^

  3. เค้าก็บอกอัญชันนะพ่อโป๊ะ หม่ามี๊ไปทำงานก่อนนะ เดี่ยวพอฟ้ามืดๆ หม่ามี๊กลับมาหาหนู เราจะได้เจอกัน แต่อัญชันก็ยังร้องอยู่ดี เค้าทำตรงไหนผิดไปหน๊าาาา

    1. แม่เอ๋ เค้าเองก็ไม่รู้ว่าคำตอบของเค้าที่เจอเนี่ยมันอาจจะไมไ่ด้ผลกับเด็กทุกคน
      แต่เค้าเชื่อว่าเด็กๆมีความเรียกร้องต้องการบางอย่าง จุดๆนั้น เราต้องลองเปลี่ยนหนทางไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะรับรู้ได้ถึงใจในความต้องการของเค้าจริงๆน่ะค่ะ
      ของเค้ารู้แล้วว่าณดาต้องการให้แม่กอดแน่นๆก่อนออกจากบ้าน (เค้าลองทำแบบนี้มาสามรอบแล้ว ณดาก็แค่อยากกอดจริงๆด้วยแล้วณดาก็ปล่อยเค้าไปทำงาน)

      ลูกของเรา เค้าต้องการอะไรตัวเราเองรู้ดีที่สุด เชื่อเค้าสิ ^^ ใช้ใจสื่อสารใจ ฟังยากทำยากแต่มันก็ต้องทำนะว่าไหม ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s