Lesson learn หนังสือ กฎแห่งกระจก

รีวิวหนังสือ กฎแห่งกระจก เขียนโดย โยชิโนริ โนงุจิ แปลโดย ทิพย์วรรณ ยามาโมะโตะ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์

baannada-qoute33
——————————
ครั้งหนึ่งเคยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาอ่าน 1 คืนเท่านั้น
เริ่มจากคำนำที่สะดุด “ชีวิตคือกระจกสะท้อนจิตใจของเราเอง เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตทั้งดีและร้ายมีต้นเหตุมาจากจิตใจของเราทั้งสิ้น ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่จิตใจของเราเป็นอันดับแรก โดยมีเคล็ดลับง่ายๆคือการตระหนักถึงพลังแห่งการให้อภัยและพลังแห่งการขอบคุณทุกๆลมหายใจ”

อ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ความหมายต่อชีวิตมากๆ
อ่านแล้วเหมือนได้รับพลังบางอย่างเติมเต็มให้ชีวิตรู้สึกมีคุณค่า
ขอเล่าสู่กันฟังและถ่ายทอดสิ่งที่เชื่อมโยงจากบางบทที่หนังสือกล่าวไว้

• ตอนหนึ่งในการ์ตูนที่บอกว่า …เมื่อมองเห็นตัวเองในกระจกว่าไม่เรียบร้อยใช่ว่าเราจะยื่นมือไปจัดระเบียบตัวเราในกระจกได้ แต่เราต้องจัดระเบียบที่ตัวเราเอง และเมื่อทำได้เช่นนั้นตัวเราในกระจกก็จะเรียบร้อยขึ้นมาเอง ปัญหาชีวิตก็เช่นกัน การจะแก้ปัญหาได้อย่างหมดจดเราจำเป็นต้องแก้ไขต้นเหตุที่อยู่ในจิตใจของเราเอง… มันคือเรื่องจริงเพราะทุกครั้งที่เราเจอปัญหาเรามักจะโทษคนอื่นเสมอๆ โทษ Event เสมอๆ แต่ไม่ค่อยได้ปรับ Response ของเราเอง

• “เราต้องเปลี่ยนตัวเองแทนที่จะคาดหวังว่าคนอื่นจะอาจจะเปลี่ยน อย่าคิดว่าเพราะคนอื่นต่างหากที่ทำให้ชีวิตของเราไม่เป็นไปตามอย่างที่หวัง” ทำให้นึกถึงที่คลาส Life Coach อาจารย์มักจะสอนให้เราคิดว่าอย่าทำตัวเป็น Effect ที่รู้สึกว่าเพราะคนอื่นเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ แต่ให้เราคิดเสมอว่าเรานั้นคือ Clause ที่กำหนดนำพาชีวิต ความคิด และความรู้สึกของเราด้วยตัวเราเอง

• “จงอย่าตัดสินว่า การที่คนคนหนึ่งต้องเจอเรื่องร้ายๆ ว่าอาจจะเป็นเพราะเขามีจิตใจที่ไม่ดี เพราะถ้ามัวแต่ตัดสินชีวิตคนอื่น อาจมีความเป็นไปได้ที่ชีวิตของเราจะกลายเป็นฝ่ายถูกตัดสินเสียเอง…” จะดีมากถ้าเราสามารถมองคนอื่นด้วยความเคารพว่า .. เขาก็คงเหมือนเราที่กำลังได้รับประสบการณ์ที่ดีในชีวิต” อ่านแล้วทำให้มีสติคิดได้ว่าต่อไปนี้ตัวเราเองจะไม่ตัดสินใครอีกแล้ว แม้กระทั่งลูกของเรา คนในบ้านของเรา
• “คนทุกคนถูกเชื่อมโยงกันอยู่ในโลกของจิตใจ ตามทฤษฎีของ คาร์ล กุสตาฟ ยุง นักจิตวิทยา ค้นพบว่า จิตใต้สำนึก ของคนทุกคนมีความเชื่อมโยงกันอยู่ภายใต้จิตสำนึกรวม (collective unconscious) ที่อยู่เบื้องลึกของจิตใจ” เช่น ได้กลับไปขอบคุณ เมตตาคนที่เคยเกลียดเปลี่ยนความคิดเป็นมุมบวก อยู่ดีๆก็ได้รับความรักความเมตตาจากอีกคนโดยที่เค้าไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้กับเรามาก่อน หรือยกตัวอย่างเหตุการณ์เรื่องของการนึกถึงใครสักคนที่ไมได้ติดต่อกันมานานแล้วอยู่เค้าก็ติดต่อมาหาเรา หรือลางสังหรบางอย่างที่เรารู้สึก หรือฝันบอกเหตุ เคยรีวิวหนังสือเรื่องสมองของฝรั่งเค้าก็ยังมีพูดเรื่องนี้จริงๆ แต่เรียกว่าเป็น Intuition หรือว่าเคยไหมเวลาที่เราฮัมเพลงเบาๆคนเดียว แบบไม่มีทางที่คนอื่นจะได้ยิน อยู่ๆคุณสามีก็ร้องเพลงท่อนนั้นออกมา …มันมหัศจรรย์นะคะ พออ่านแล้วก็ยิ่งนึกถึงกิจกรรม ESP ที่โรงเรียนลูกสอนให้ฝึกใช้สมองส่วน unconscious ส่วนมากเด็กๆจะทายถูกแบบน่าตกใจ นั่นก็คงจะมีที่มาจากคาร์ลจุงนั่นเอง
• ความรู้สึกที่อยากจะขอบคุณ ขอโทษ ต้องเป็นความรู้สึกที่อยากจะทำออกมาจากใจจริง โดยที่ไม่คาดหวังว่าจะทำแล้วได้ผลตอบรับหรือไม่อย่างไร แต่ผู้เขียนบอกว่าหากทำด้วยใจจริงแล้วขอให้ชื่นชมตัวเองเถอะว่า เรากล้าที่จะลงมือทำแล้ว…อ่านแล้วคิดว่าใช่เลย ต่อไปนี้จะคิดว่าช่างเถอะขอให้ได้พูดขอบคุณ ขอโทษ ใครจะคิดไงก็แล้วแต่ดีกว่าไม่พูดออกมา และคลี่คลายความรู้สึกติดคล้างในใจเราได้
• “ตั้งใจจดจ่อไปที่ “ความหวัง” ไม่ใช่ “ความทุกข์” เมื่อเราคิดถึงความหวังจิตใจเราจะสดใสสามารถหาทางออกแก้ไขปัญหาต่างๆได้ แต่ถ้าหาความหวังไม่ได้ในทันทีก็ให้หาสิ่งที่เราอยากจะขอบคุณ เพราะมันจะทำให้เรามีพลัง… เพราะการคิดบวกอยู่เสมอจะทำให้เราได้พบทางออก …เปลี่ยนจากการคิดว่าทำไมชั้นถึงทุกข์ เป็นอะไรบ้างที่ชั้นจะได้เจอความสุข… Life Coach บอกเสมอว่า Move Forward มากกว่า Move away
• “จงรู้สึกยินดีกับความสำเร็จและความสุขของคนอื่นราวกับเป็นของตัวเอง” ขอบประโยคนี้มากๆ เค้าบอกว่านอกจากเราจะรู้สึกยินดีกับความสำเร็จของคนในครอบครัวเราแล้ว เพื่อนเราแล้ว ให้ลองขยายขอบเขตของความยินดีไปยังคนอื่นๆ แม้แต่คนที่เราไม่รู้จัก แม้แต่นักกีฬาที่แข่งขันชนะ ผู้คนรับปริญญา ถ้าทำให้เป็นนิสัยได้ เราก็จะรู้สึกว่าข่าวดีของคนอื่นก็เหมือนข่าวดีของตัวเราเอง และชีวิตก็จะเปี่ยมไปด้วยความสุข
• กิจกรรมหนึ่งที่ในเล่มแนะนำและรู้สึกชอบและเคยทำบ่อยๆคือ แปรงฟันเสร็จส่องกระจก บอกขอบคุณตัวเองในกระจก ในเรื่องที่เราอยากขอบคุณ ..ทำแล้วรู้สึกดีจริงๆ รักตัวเองมากขึ้นเยอะเลย วันไหนที่รู้สึกแย่โมโหมาก็จะมาส่องกระจกแล้วขอโทษ และให้อภัยตัวเองที่กระจกเหมือนกัน จากนั้นความรู้สึกผิดต่างๆก็หายไปก้าวเดินต่อไปได้อีกยาวเลยค่ะ
จะเอาไปใช้กับลูกอย่างไร : จากหนังสือได้เขียนว่า “เมล็ดพันธุ์ที่ถูกเพาะในจิตใจจะเติบโตเป็นต้นกล้าและแตกดอกออกผล ซึ่งนั่นคือชีวิต” เพราะฉะนั้นหากต้องการให้มีผลที่ดีและสมบูรณ์ก็ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงไปในจิตใจด้วย… เมล็ดพันธุ์ที่ดีนั้นคืออะไร .การขอบคุณ การให้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อารมณ์แจ่มใส (ส่วนตัวก็คิดว่าการขอโทษการให้อภัยก็ด้วยเช่นกัน) ยิ่งมีมากเท่าไรก็จะยิ่งเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นมากเท่านั้น เป็นคนโชคดีมากยิ่งขึ้น ได้เจอแต่สิ่งดีๆ เริ่มจากการสร้างเมล็คพันธ์ที่ดีในตัวเราเสียก่อนเพื่อเติบโตให้ทันและยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะเป็นร่มเงาให้ลูก และพร้อมที้จะเป็นคนผลิตเมล็ดพันธุ์แห่งพลังนี้ให้ลูกน้อยของเราต่อไปค่ะ

ยาวหน่อยแต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะคะ
ใครสนใจลองหาซื้อตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ
แม่แป้ง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s