Review Unschooling Workshop ตอนที่ 1

Unschooling   ตอนที่ 1

 

ปัญหาใหญ่สำหรับ พ่อ แม่ หลายๆ ท่านรวมถึงตัวผมเองคือการพยายามเพียรหาโรงเรียนที่ดีที่สุด  ระบบ การศึกษา ที่ดีที่สุดให้กับลูกแต่ก็คิดไม่ตก  ร.ร.นี้วิชาการดี แต่ภาษา ไม่ได้   ร.ร.นี้  3 ภาษาแต่วิชาการไม่เก่ง   ร.ร.นี้แนวบูรณาการ แต่ไม่ได้ภาษา  ร.ร.นี้ได้ครบเลยแต่ค่าเทอมแพงมหาโหด    มากมายหลายปัญหาอันเนื่องมาจากความปรารถนาดีของคุณพ่อคุณแม่    แล้วอะไรละจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ พ่อ แม่ อย่างเ รา  คำว่า  “ homeschool หรื”  ผุดขึ้นในหัว (บางท่านจะใช้คำว่า Unschooling เนื่องจากไม่ต้องการให้สื่อความหมายว่าเป็นการยกโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน ดังนั้น Unschooling จะสื่อความหมายของการทำ Homeschool ได้ดีที่สุดนั่นคือการไม่เรียนรู้เลียนแบบทุกอย่างในโรงเรียน ซึ่งผมจะขอพูดต่อไปในตอนหน้านะครับ แต่ครั้งนี้เพื่อความเข้าใจตรงกันขอใช้คำว่า Homeschool ไปก่อนนะครับ) เมื่อก่อนที่ผมจะมีลูก ผมเคยคิด ต่อต้าน  “homeschool”   ว่าเป็นการปิดกั้นและทำร้ายลูก  ทำไมไม่ส่งลูกให้ไป โรงเรียนแล้วเด็กจะมีสังคมหรอแล้วจะมีวุฒิอะไร  จะสมัครงานได้หรอ ไม่เรียนหนังสือแล้วจะทำงานอะไร   นั้นคือสิ่งที่ผมคิดเมื่อก่อน และผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมก็คิดแบบนี้  แล้วสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก  “หนังสือโรงเรียนทำเอง” และ workshop  “ เลี้ยงลูกด้วยจิตตื่น รู้ ตอน unschooling” ของอาจารย์ วิศิษฐ์   วังวิญญู   ทำให้ผมได้เข้าใจ homeschool มากขึ้นจนผมสนใจ อยากจะทำhomeschoolให้ลูกเลยทีเดียว  มาติดตามผมกันครับท่านผู้อ่าน ผมจะเล่าให้ฟัง

หลายๆ คนตั้งคำถามถึง ในประเด็น   ของการมีสังคมของเด็ก homeschool กับเด็กในโรงเรียน    นักการศึกษา “Joseph Chilton Pearce”   ได้ทำการศึกษาไว้  เด็กเล็กจนถึง  5 ปี   เค้าจะต่างคนต่างเล่น ยังไม่เรียกว่าการเข้าสังคม ระหว่างเด็กด้วยกัน  พอเด็กโตขึ้นมาหน่อยประมาณ8-10ปี เด็กจะต้องการเพื่อนอีกแค่คนเดียวเท่านั้น  เพื่อนที่สนิทหรือที่เรียกว่าเพื่อนซี้  ลองย้อนนึงถึงชีวิตในวัยเด็กดูนะครับว่า มีเพื่อนแบบนี้ไหม  ในสังคมมนุษย์ที่เป็นจริงการทำงานเคยไหมครับที่คนอายุเท่ากัน 10-20 คนจะมาทำงานร่วมกัน  ในความเป็นจริง สังคมการทำงานเราจะทำงานร่วมกับคนที่อายุมากกว่าและอายุน้อยกว่า

Untitled-1

ดังนั้นโรงเรียนจึงไม่ใช่สังคมที่แท้จริงเป็นสังคมที่ถูกสร้างขึ้นมา  จากประเด็นนี้ถ้าเราเทียบกันระหว่างเด็กHomeschool กับเด็กในระบบโรงเรียน การเข้าสังคมจะต่างกันมากๆ เด็ก homeschool จะเข้าสังคมเร็วมาก  สามารถเดินเข้าไปทำความรู้จักพูดคุยกับผู้ใหญ่ หรือคนอื่นๆได้อย่างไม่เก้อเขิน  แต่เด็ก ในระบบโรงเรียนจะอายและไม่กล้าที่จะพูดคุย กับคนนอกกลุ่มเพื่อนได้เลย  เด็กในโรงเรียนจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มและมักจะแกล้งเพื่อนที่ ไม่ยอมเข้ากลุ่ม  โดยที่โรงเรียนไม่สามารถดูแลและควบคุมความรุนแรงได้จนทำให้เด็กบางคนที่โดนแกล้งจนเป็นโรคซึมเศร้าไปเลย  ในอเมริกาเด็กคนนึงลากปืนออกมายิงกลุ่มเพื่อนที่เคยรุมแกล้งเค้า   สามารถหาอ่านได้และทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้จากหนังสือ ชื่อ “19นาที” เป็นนิยายสารคดีที่เขียนจากเรื่องจริงถึงความรุนแรงในโรงเรียนของอเมริกา  จากความรุนแรงในโรงเรียน ทำให้ปัจจุบันในอเมริกาจึงมาการทำ homeschool มากขึ้น  หลายๆ คนที่ไม่เข้าใจก็จะพยายามให้เหตุผลว่า อีกหน่อยลูกจะได้มีภูมิสามารถเผชิญ  สังคมได้  โดนแกล้งนิดหน่อยไม่เป็นไร สังคมมันต้องโหด แต่ถามจริงๆ เถอะครับว่า ในสังคม ที่คุณพ่อ คุณแม่ทำงานอยู่  มีการกลั่นแกล้งกันจนเป็นโรคซึมเศร้าไหมครับ?   เด็กที่เป็นเหยื่อก็จะตกเป็นเหยื่อของเพื่อนกลุ่มนั้น ไปโดยตลอด  ในโรงเรียนทางเลือก บางแห่ง อาจจะมีปัญหาน้อยหน่อย เนื่องจากครูจะมีการพูดคุยกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด

แต่สำหรับโรงเรียนในระบบทั่วๆไป  หมดหวังครับที่จะจัดการเรื่องแบบนี้  นอกจากความรุนแรงทางด้านร่างกายแล้ว  ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะเคยประสบมาบ้าง ในเรื่องการใช้ภาษาของเด็กที่ไปโรงเรียน  ผมขอเล่าประสบการณ์ ตรงของผมเองเลยแล้วกัน  ผมเชื่อว่าทุกท่านเลี้ยงและสอนลูกให้พูดจาไพเราะทุกบ้าน  แต่เชื่อไหมครับว่า คำหยาบคายต่างๆ คำด่าทั้งหลาย เรา ได้มาจากโรงเรียนล้วนๆ   และยังมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่าง มาจากโรงเรียน

มาถึงตรงนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านคงเคยมีประสบการณ์    เมื่อสมัยที่ยังเรียนกันอยู่  จากประเด็นนี้สำหรับใครที่จะให้ลูกเข้าระบบโรงเรียน ต้องถามตัวเองก่อนว่า จะรับกับเรื่องเหล่านี้ได้ไหมและคงต้องหาทางเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะตามมาจาก การที่ลูกไป โรงเรียน  อย่างที่ผมเคยเขียนในบทความที่ผ่านมา ว่าเด็กนั้น เรียนรู้จากการเลียนแบบและทำซ้ำเมื่อเค้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อน ที่มาจากหลากหลายที่มาและแตกต่างการเลี้ยงดู  เค้าจะเรียนรู้และเลียนแบบซึ่งกันและกัน  เรารับได้ไหมกับพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์สำหรับเราที่เค้าได้เรียนรู้จากเพื่อนๆมา เป็นปัญหาที่ต้องขบคิดกันต่อไป ถ้าเอาลูกเข้าระบบโรงเรียน

………โปรดติดตามตอนต่อไป

ปล. หากอ่านแล้วยังไม่ตรงใจ หรือยังสงสัย อย่าพึ่งรีบด่วนสรุปหรือตัดสินนะครับ อยากให้ติดตามอ่านตอนต่อไป เพราะยังมีเนื้องหาร้อยเรียงอีกหลายอย่างที่คล้องกันอยู่ครับ ^^

พ่อโป๊ะ บ้านณดา

 

 

Reference : http://a2zhomeschooling.com/main_articles/joseph_chilton_pearce_heart_math_magical_child/

http://www.homeschooling-family.com/homeschooling-and-socialization.html

 


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s