คุยเฟื่องเรื่องสมองลูก

595760

 

หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายเล่ม  ผมก็พบคำตอบบางประการและความเชื่อมโยงบางอย่างเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผมได้นำมาเล่นกับลูก  ซึ่งผมจะสรุปสั้นๆ ให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจถึงกลไกของสมองและวิธีการกระตุ้นสมองเพื่อการฝึกเด็กให้เก่งและฉลาดได้ด้วยตัวคุณเองครับ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ สมอง กันก่อน    สมองของเด็กแรกเกิดจะมีบางส่วนที่พัฒนาเต็มที่แล้ว และบางส่วนที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่    ในเด็กแรกเกิดส่วนที่พัฒนามากที่สุดคือ ก้านสมองและสมองส่วนกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองและการทำงานขั้นพื้นฐานของร่างกาย  เช่น การหายใจ การขับถ่ายของเสีย    โดยที่สมองส่วนกลางประกอบไปด้วย สมองใหญ่(cerebrum) และพื้นผิวสมอง (cortex)  ซึ่งควบการเคลื่อนไหว การรับรู้ การเรียนรู้ การคิดและการสื่อสาร

ในส่วนของ สมองใหญ่ (cerebrum) ที่พัฒนาค่อนข้างสมบูรณ์แล้วในเด็กแรกเกิดคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของประสาทสัมผัสต่างๆได้แก่  การมองเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น และ การรับรส

เมื่อทารกอายุครบ 6เดือน  สมองส่วนควบคุมการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแทนที่สมองส่วนที่ควบคุมปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของเด็ก  ซึ่งปฏิกิริยา ตอบสนองตามธรรมชาติจะค่อยๆหายไป

ในขณะที่ส่วนต่างๆของสมองเริ่มมีการพัฒนาเซลล์สมองก็จะผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Myelinization นั้นคือ เซลล์เกลียในสมองจะเริ่มสร้างสารเคลือบที่เรียกว่า myelin มาครอบคลุมและป้องกันเซลล์สมองแต่ละเซลล์   สาร myelinนี้ทำหน้าที่คล้ายกับฉนวนห่อหุ้มสายโทรศัพท์  ที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมิให้สัญญาณไฟฟ้ากระโดดข้ามไปมาระหว่างเซลล์สมองอีกด้วย

ในเด็กทารกระบบประสาทในการรับรู้สัมผัสของเด็กค่อนข้างที่จะมีการเคลือบของ myelinที่ดีพอสมควร ทำให้เด็กทารกสามารถได้ ยิน ได้กลิ่น ได้รับรส รู้สึกร้อน หนาว และเมื่อเด็กโตขึ้น  สามารถชันคอได้ พลิกคว่ำ พลิกหงาย เริ่มหัดยืน และหัดก้าวเดิน  ความสามารถเหล่านี้เป็นไปหลังจากที่ระบบประสาทในการควบคมการเคลื่อนไหวได้รับการเคลือบสาร Myelin แล้วนั้นเอง     โดย กระบวนการ Myelinization ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 3 ขวบแรก  จากตรงนี้พอจะทราบเหตุผลแล้วใช่ไหมครับว่าทำไม ในช่วง 0-3 ขวบจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการพัฒนาสมอง

162576

 

ที่นี้เรามาดูกันนะครับว่า ความฉลาดของคนเรา ขึ้นอยู่กับอะไร

ความฉลาดของคนเราขึ้นอยู่กับ เซลล์ประสาทในสมองที่เชื่อมต่อกัน (  NEURONS   AND  NERVE  NETWORK )   โดยกระบวนการที่จะทำให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันได้เกิดจากการรับรู้ ของ ประสาทสัมผัส (senses)    โดยจะถูกบันทึกไว้ในสมองส่วนต่างๆ หลายส่วน     ลักษณะของการเก็บความจำของสมองมนุษย์เรา  เรียกว่า  Multiple Mapping    ดังนั้นคนเราจะมีความจำที่ดีได้ต้องมีเส้นใยสมองต้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวกับขนาดของสมองหรือจำนวนรอยหยักของสมองหรือค่าการวัด IQ อย่างที่เข้าใจครับ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ สมองสงสัยใจตอบ)

ในส่วนการเรียนรู้ของคนเรามีอยู่ 3 วิธี   คือ

  1. การเรียนรู้จากจากการมองเห็น เช่นการศึกษาแผนที่ แผนผังต่าง
  2. การเรียนรู้จากการได้ยิน เช่น การฟังคำบรรยายในห้องเรียน
  3. การเรียนรู้จากการกระทำหรือประสบการณ์ เช่น หัดขี่ จักรยาน

โดยความทรงจำจากการเรียนรู้ทั้ง 3 ประเภทนี้จะถูกเก็บอยู่ในส่วนต่างของสมองดังนี้

mix-ideas-3-(2)

ความทรงจำจากการมองเห็น จะถูกเก็บอยู่ใน สมองซีกขวา   ความทรงจำจากการได้ยิน จะถูกเก็บใน สมอง ซีกซ้าย

และความทรงจำจากการกระทำจะถูกเก็บใน สมองน้อย (cerebellum)     โดยคนที่มีความทรงจำเป็นเลิศนั้น  เป็นผลมาจากการที่ได้รับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทั้ง3 วิธีเป็นอย่างดี ทำให้สามารถเก็บความจำได้ในสมองหลายๆส่วนด้วยกัน

โดยทั่วไปแล้ว คนที่ถนัดการเรียนรู้จากการมองเห็น จะเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่าคนที่ถนัดการเรียนรู้จากการฟังและ คนที่ถนัดการเรียนรู้จากการกระทำ    แต่อย่างไรก็ตาม  การเรียนรู้จากการกระทำหรือประสบการณ์นั้น จะเป็นความทรงจำที่ติดตัวคนเราได้นานที่สุดโดยที่เราไม่ต้องไปคำนึงถึงมันมากมาย  แต่มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัต   เช่น   ถ้าเราขี่จักรยานได้ หรือว่ายน้ำได้   คงไม่มีใครลืมวิธีขี่จักรยาน  หรือวิธีว่ายน้ำกัน ใช่ไหมครับ

 

ผมจึงมั่นใจว่าแนวทางที่ผมเล่น  แฟรชการ์ด กับ ณดา  นั้นสามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับณดา  ซึ่งผลที่ได้ออกมาค่อนข้างดี   ส่วนในเรื่องที่หลายๆคนกังวลว่า วิธีการแฟรชการ์ดนั้นจะเป็นการจำกัดหรือทำลายจินตนาการของเด็ก จากประสบการณ์ที่ผมเริ่มเล่นแฟรชการ์ดกับ ณดา มาตั้งแต่อายุ10 เดือน จนตอนนี้  2 ขวบ  จินตนาการของณดา ดูเหมือนจะมีมากขึ้นด้วยซ้ำ การเชื่อมโยงสิ่งต่างๆที่เห็นจากแฟรชการ์ดกับสิ่งที่เห็นจริงใน real world    ณดาสามารถเชื่อมโยงและสื่อสารออกมาให้ผมต้องประหลาดใจในหลายๆ ครั้ง   ผมเคยแฟรชการ์ดชุดภัยธรรมชาติซึ่งมีภาพไฟไหม้ป่ารูปจริงๆ   วันหนึ่งผมขับรถผ่านบริเวณข้างทางที่มีไฟไหม้หญ้า เป็นบริเวณกว้าง  พอณดาเห็นในวัยขวบครึ่ง ก็ชี้แล้วบอกว่า “ไฟไหม้ป่า” ทั้งๆที่เป็นการเห็นไฟไหม้ครั้งแรกในชีวิตของเค้า  อีกเหตุการณ์  คือ ก่อนที่ผมจะพาณดาไปเที่ยวญี่ปุ่น  ผมได้ทำแฟรชการ์ดชุดประเทศญี่ปุ่นขึ้นมา  โดยในนั้นมีสถานที่ๆจะไปคือ ภูเขาไฟฟูจิ  พอเราไปถึงที่ญี่ปุ่นณดาก็ชี้ ภูเขาไฟฟูจิ แล้วก็พูดว่า ฟูจิเมาท์เทนได้ โดยที่ผมยังไม่ได้บอก  นั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จินตนาการเชื่อมโยง   จากสิ่งที่เห็นใน รูปภาพกับ สิ่งที่เห็นจริงๆ  ทั้ งๆที่สิ่งที่เห็น ไม่ได้เหมือนในรูป 100%    ผมจึงขอยืนยังอีกครั้งว่า การเล่นแฟรชการ์ดกับลูก มิได้  ทำลายจินตนาการของลูกแต่อย่างได้

การเล่นแฟรชการ์ดกับลูกสำหรับผมแล้วเป็นการเตรียมความพร้อม  ฝึกฝน   กระตุ้นความทรงจำ  และสร้างความคุ้นชินของณดาต่อวิธีการเรียนรู้แบบ การเรียนรู้จากการมองเห็น และ การเรียนรู้จากการได้ยิน  ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีส่วนช่วยสร้างเส้นประสาทในสมองให้เชื่อมต่อกันอย่างสวยงามและแข็งแรง   และเหมาะกับช่วงเวลา 0-3ขวบ  ซึ่งเป็นช่วงที่ กระบวนการ Myelinization  เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ทั้งนั้นการแฟรชการ์ดเป็นเพียง เครื่องมือหนึ่งที่  เราสามารถหยิบมาใช้  ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ ของลูก หรือการเล่น(ไม่ใช่การเรียน) เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ยังมีการเรียนรู้สำคัญ ไม่แพ้ กัน นั้นคือ  การเรียนรู้จากการกระทำหรือประสบการณ์ นั้นคือการให้ลูกได้ลงมือทำ ลงมือเล่น  สัมผัสกับสิ่งของรูปทรงจริง  เลอะจริง   ซึ่งการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้   จะติดตัวเค้าไปโดยอัตโนมัติและยาวนานกว่าการเรียนรู้แบบการมองเห็นและการได้ยิน

ดังนั้น  เราสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ โดยหมั่นสังเกตลูกว่ามีความถนัด ในการเรียนรู้แบบใด  เพราะเด็กแต่ละคน มีความสนใจและตัวตนที่ไม่เหมือนกัน   บางคนอาจจะไม่ชอบแฟรชการ์ด  บางคนอาจจะไม่ชอบเล่น เลอะๆ    ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจ ของเด็กเอง  พ่อ แม่ อย่างเราๆ เป็นเพียง ผู้สังเกต ( observer) และจัดบรรยากาศการเรียนรู้ ให้กับลูกเท่านั้น (Facilitator หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ )  และ หัวใจสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด  กิจกรรมที่พ่อแม่จัดหามาให้ลูกเล่น ไม่ว่าจะมีประโยชน์แค่ไหน มีงานวิจัยต่างๆ มารองรับเพียงใด  หากพ่อแม่พยายามบังคับให้ลูกทำกิจกรรมนั้นๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  ถ้าหากการทำกิจกรรมนั้นไม่อยู่บนพื้นฐานของความสนใจและความสนุก ความสุขของลูกเอง

 ติดตามบทความและกิจกรรมต่างๆได้ที่ www.facebook.com/baannada

Referrance  : หนังสือ ฝึกเด็กให้ฉลาดและเก่ง เขียนโดย  “Winifred Conkling”

หนังสือ “สมองสงสัย ใจตอบ” เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

http://www.vcharkarn.com/vcafe/169544  : เรื่อง เยื่อไมอีลิน

 


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s