Time Out กับลูกดีจริงหรือ ???

NoDrama_approved_comp

ช่วงนี้อินกับเรื่องนี้เป็นพิเศษเพราะส่วนตัวบ้านเราไม่เชื่อเรื่องการทำโทษโดยเฉพาะ เพิกเฉย timeout ตามบทความต่างๆหรือคำแนะนำที่วงการผู้เชี่ยวชาญเด็กในไทยเสนอแนะหนทางนี้เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว หรือแสดงออกโดยไม่เหมาะสมโดยเฉพาะเด็กเล็ก ก็เลยพยายามหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อนี้ดู แล้วก็เจอว่ามีฝรั่งผู้เชี่ยวชาญอีกฝั่งที่ไม่สนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน

อยากให้ลองเข้าไปอ่านดูในเวปนี้ค่ะ http://time.com/3404701/discipline-time-out-is-not-good/ หรือหนังสือ No-Drama Discipline: The Whole-Brain Way to Calm the Chaos and Nurture Your Child’s Developing Mind By Daniel J Siegel,

Time-Outs’ Are Hurting Your Child

In a brain scan, relational pain—that caused by isolation during punishment—can look the same as physical abuse. Is alone in the corner the best place for your child?

Time-out is the most popular discipline technique used by parents and the one most often recommended by pediatricians and child development experts. But is it good for kids? Is it effective? Not according to the implications of the latest research on relationships and the developing brain.

Studies in neuroplasticity—the brain’s adaptability—have proved that repeated experiences actually change the physical structure of the brain. Since discipline-related interactions between children and caregivers comprise a large amount of childhood experiences, it becomes vital that parents thoughtfully consider how they respond when kids misbehave. Discipline is about teaching – not about punishment – and finding ways to teach children appropriate behavior is essential for healthy development.

จากคลาส life coach ที่เคยเล่าไปก่อนหน้า อาจารย์โค้ชระดับแนวหน้าเล่าถึงวัยเด็กที่รู้สึกถึงการโดนทอดทิ้ง พ่อแม่เดินหนีออกไป ทั้งที่เพียงแค่ชั่วเวลาแป๊บเดียวเท่านั้น.. ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตด้วยความกลัวประเภทที่เป็น “not to be loved” ขับเคลื่อนชีวิตมาจนโต

จากเรื่องของน้องต้องลูกชายที่พ่อแม่ต่างเป็นหมอ เด็กหนุ่มผู้เคยติดยาไอซ์ 3 ปีช่วงวัย 17-20 ปี เล่าให้เราฟังถึงชีวิตเค้าเป็นอุทาหรณ์ “พ่อเคยเป่าพุงผมตอนเล็กๆ แต่วันที่ผมเริ่มเข้าโรงเรียนพ่อเริ่มคาดหวังกับผมมากขึ้น และก็ไม่เล่นกับผมเช่นนั้นอีก..” “พ่อทำโทษผมด้วยการเมินเฉย พ่อตีผมเสียยังดีกว่า” “ผมติดยาเพราะผมได้พบเจอกับคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและรับฟังผมเป็นพวกเดียวกับผม..(แบบที่พ่อแม่ไม่ได้เป็น)”….. ซึ่งตอนนี้น้องได้เยียวยาหัวใจตัวน้องเองด้วยวิธีของจิตปัญญา (ติดตามเรื่องของน้องในตอนต่อไป)

หรือแม้แต่ตัวเราเอง ยังจำทุกช่วงในวัยเด็กที่โดนแม่ไม่พูดด้วย เพิกเฉยด้วย เวลาที่ทะเลาะกันกับพี่… แล้วก็จำได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์มากจัง

พ่อแม่อย่างเรารู้ดีว่าความรักของเราไม่เคยน้อยลงหรือต้องการจะให้ลูกติดค้างในใจเช่นนั้นหรอก

แต่เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกต้องแสดงออกในหนทางที่พ่อแม่คาดหวังจึงต้องเลือกวิธีเหล่านั้น..

ใครจะการันตีได้ว่า ทำแบบไหนถูกต้องที่สุดสำหรับลูกและไม่เกิดตะกอนติดค้างในใจไปจนโต ถ้ายังไม่มั่นใจพอ เราหาวิธีการอื่นๆกันดีไหมคะ อ่านบทความนี้ดูแล้วค่อยๆปรับและเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเนอะ จาก Time out เปลียนแปลงมาเป็น Time in น่าจะดีกว่าเยอะเลย

ขออนุญาตแบ่งปันเรื่องราวของแม่ๆ เป็นบทเรียนรู้ให้กับคนที่กำลังคิดจะใช้เทคนิคนี้ ยาวหน่อยนะคะ แต่มีประโยชน์กว่าหนังสือเล่มใดๆทั้งปวงบนโลกนี้ค่ะ ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ค่ะ

เป็นหนึ่งคนที่พยายาม ใช้ time out กับลูก แต่เมื่อมีลูกสองคน ถึงรู้ว่า ขนาดลูกเราเอง เลี้ยงมาด้วยกัน แต่ความรู้สึกของเด็ก 2 คน (จากปฏิกิริยา ที่แสดงออก หลังจาก ใช้ time out ช่างต่างกันมาก) จนบางครั้ง พลอยก็คิดว่า ตัวเอง รู้จริงรึเปล่า เรื่อง การทำโทษลูกแบบ Time out แล้วยิ่งมาอ่านเจอ ที่พ่อโป๊ะ เอามาแชร์ พลอยยิ่งรู้ว่า บางที พลอยอาจจะต้องเปลี่ยน เพราะลูกพลอยเริ่มอยู่ ในประเภท ที่ พลอยว่า ในอนาคต จะไม่โอเค มากๆ…แม่พลอย 1

…ล่าสุดที่ทำไปคือ พาลูกไปห้องนึงที่เค้าไม่ชอบ (เค้าไม่ชอบเสียงโทรศัพท์ ซึ่งในห้องนั้นมีโทรศัพท์) เค้าร้องไห้เยอะเลย เพราะเค้ากลัว แต่เราก็อยู่กับเค้าตลอด จนเค้ารับปากจะไม่ทำอีกถึงพาเค้าออกมา … เสียใจเหมือนกัน เหมือนเราเอาความกลัวของเค้ามาใช้ แต่นึกออกแค่นี้เลย

มาเล่าต่อคะ จากที่บอกว่าเมื่อวานลองพาลูกเข้าห้องที่เค้าไม่ชอบเพื่อเป็นการทำโทษ วันนี้ชัดเลยคะ น้องกลัวอะไรที่ไม่เคยกลัว เช่นเสียงนาฬิกา หรือห้องมืดๆ ซึ่งแต่ก่อนน้องไม่เคยกลัวเลย … ทำไปครั้งเดียว แต่สงสัยต้องแก้กันนานเลย ……จากแม่พลอยน้องแพร

 เค้ารู้สึกแย่มากนะแม่แป้ง เวลาที่ต้องบอกภูมิว่าแม่จะยังไม่คุยกับภูมิจนกว่าภูมิจะหยุดทำแบบนี้ แล้วเราเดินออกมาจากเค้าให้เค้ายืนอยู่ในที่ของเค้า สายตาลูกและเสียงของลูกที่เรียกหาเรามันทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ เค้าดูน่าสงสาร เหมือนเค้าคิดว่าเรากำลังจะทิ้งเค้า ไม่สนใจเค้าเลย เค้าเชื่อว่าในใจลูกคงอยากบอกว่าแม่ตีมือภูมิซะดีกว่าเถอะครับ อย่าเมินเฉยจากภูมิแบบนี้เลย…จากแม่แอน น้องภูมิ

เค้าบอกลูกว่าถ้าหนูยังดื้ออยู่ม๊าจะเดินออกไปแล้วจะกลับมาตอนหนูหยุด
..ทำไปก็รู้สึกผิดไป จนลูกกลัวเราหนี
เดี๋ยวนี้ลูกชอบพูดว่า “หม่าม้าหนีไปไหน หม่าม้าหายไปไหน” เค้าได้ยินก็เศร้า ก็จะกอดเขาแล้วบอกว่าหม่าม้าไม่หนีแล้วครับ หม่าม้าอยู่กับเติมเต็มนะ พูดแล้วก็อยากร้องไห้ เป็นเพราะเค้าเองพอเครียดแล้วควบคุมความโกรธไม่ได้ บางทีลูกก็ดื้อตามประสาเราก็โมโหจนเกินไป..

ตั้งแต่แชร์ในคลับวันนั้นเค้าก็เปลี่ยนวิธีการเลยนะ เลิกวิธี time out เลย
อ้อ.. แล้วก็ทำพิธีกรรมขอคืนดีกันด้วย
เช้าขึ้นมาพอกินข้าวกันเสร็จ เค้าพักการทำงานแล้วเล่นกับลูก
“เติมเต็มคับหม่าม้าดุไม๊”
“หม่าม้าดุ” ลูกทำหน้าจ๋อยๆ
“งั้นต่อไปนี้หม่าม้าจะไม่ดุดีไม๊ เราจะคุยกันดีๆนะคับ”
“คับ”
“หม่าม้าขอโทษนะลูก เรากอดกันนะ”
“… (กอดแม่) ..”
“หม่าม้ารักเติมเต็มนะคับ”
“ที่ซู้ดดดดดเลย”

และก็เป็นวันที่เราเล่นกันเยอะอีกวันหนึ่ง ลูกซนบ้าง ปาของเล่นด้วยความคึกคะนองบ้าง เอากระปุกออมสินมาโยนเสียงดังบ้าง
..มีเหตุการณ์หนึ่ง กระปุกอันนี้ถือยากลื่นหลุดง่าย เติมเต็มก็โมโหและเริ่มเหวี่ยง

ถ้าเป็นทุกที เค้าคงบอกให้หยุดเล่นก่อนแล้ว time out .. แต่วันนี้เค้าเปลี่ยนวิธีการใหม่
“.. หมูหลุดมือตั้งหลายครั้ง เจ็บแย่เลยเนอะ” หยิบออมสินหมูมาลูบหัว
“(หยุดร้อง แล้วมองกระปุกออมสิน)”
“ดูสิลูก โดนโยนซะขาเจ็บ สงสัยอยากนอนพักล่ะมั๊ง”
“หมูนอน”
“ช่ายย หมูนอน หมูไปนอนน๊า ให้เต่าเล่นกับเติมเต็มบ้าง เต่าอยากเล่นกับเติมเต็มจังเลย” หยิบตุ๊กตาเต่าให้ลูก
“(กอดเต่า) เต่ากินข้าวไม๊ ม๊าาาา เต่าบอกว่าหิวข้าว”

ของบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็ก ของที่ไม่เข้ากับสรีระ ของที่ไม่เข้ากับวัยก็เป็นปัญหาได้
หมูเจ้าปัญหาถูกเก็บไป

สิ่งที่ได้จากการเลิก time out คือไม่ต้องเสียสุขภาพจิตกันทั้งบ้าน และตัวเค้าได้ฝึกทักษะแก้ปัญหาด้วย

ถ้ามีเรื่องดีๆจะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ
(ปล. เขียนยาวกว่าจขกท.อีก 5555)

จาก..แม่เบน น้องเติมเต็ม

ตอนลูกสาวเริ่มขวบๆกว่าก็กลัวเรื่อง terrible two มากเลยลองค้นดู จริงๆก็มี positive time out ของดร.อะไรสักอย่าง เค้าบอกว่าถ้าเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่ดี แทนที่จะเข้ามุม time out เปลี่ยนมุมใหม่ๆเอา positive energy เข้ามาแทนอะคะ อาจจะทำให้เค้าสงบลงได้ แต่รี่ยังไม่เคยลองทำเลยนะคะ ส่วนตัวรู้สึกว่า time out จะใช้ได้อยู่ช่วงนึง หากเค้าโตมากๆแล้ว รี่ยังไม่แน่ใจว่ามันจะ work ไหมแล้วต้องทำแบบไหน บางอย่างคิดว่าเด็กไม่ชอบเพราะวิธีการมากกว่า รี่เลยพยายามถามให้เค้าตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้อะคะ อย่างเช่น ถ้าไม่ยอมอาบน้ำ ก็มีให้เลือกว่าวันนี้จะอาบอ่าง หรืออาบผักบัว หรือ บางทีก็ให้เลือกเพื่อนสัตว์พลาสติกของเค้าเข้าไปอาบน้ำด้วย เค้าก็ยอมคะ ไม่งอแงเท่าไหร่…จากแม่รี่

ของเรา เคยลองเพิกเฉยดูคะ ปรากฎว่า สักพักเค้ารู้ว่าตัวเองผิดทำให้แม่ ไม่พูดด้วย เค้ายืนร้องไห้น้ำตาไหลแบบเงียบๆ นัยย์ตาเค้าเสียใจมากเลยคะ แล้วเค้าก็เข้ามากอดเรา เรานี่สงสารลูกมากๆ ครั้งต่อไปเลยใช่วิธี ตีเลย แต่เบาๆนะคะเมื่อเตือน3ครั้ง นับ123แล้วยังทำอีก แล้วบอกคะว่าผิดอะไร แต่สงครามเย็น ทำร้ายจิตใจลูกแบบนั้น ไม่เอาอีกแร้วคะ…. จากแม่วาวา

โดยส่วนตัวไม่ชอบแนวคิดนี้ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เน้นการบอกอธิบายว่า สิ่งที่ลูกกำลัง ทำไม่น่ารัก ทำแบบนี้ดี ตบมือให้ กอดลูก อะไรแบบนี้ดีกว่า…. จากแม่น้องไลท์คุง

บางคนอาจจะบอกว่าทำtime out แค่1-3นาทีแล้วกลับไปreconnect กับลูก เอาจริงๆนะครับในสภาพปกติปัจจุบันเราconnectกับลูกมากแค่ไหนเรายังไม่รู้เลยแล้วเรายังจะไปทำให้เกิดบาดแผลทางจิตใจกับลูกอีกทำไมจริงไหมครับ…จาก พ่อโป๊ะ

—-

บางครั้งก็คิอลูกนะคะไม่ใช่คอมหุ่นยนต์ที่ reconnect ได้เราไม่รู้เลยว่าข้างในลึกเด็กน้อยฝังจำอะไรไว้บ้างเยอะแค่ไหนสิ่งที่เราทำให้ทำให้เค้าจำไปแล้วถึง reconnect ก้อาจแค่ connect ณ ปัจจุบันให้เค้ากลับมาคุยกับเรารึอะไรก้แล้วแต่ แต่บางครั้งใจคน reconnect ได้ยากนะคะหากข้อมูลเดิมลบไม่ได้มันยังคงอยู่ …จากคุณแม่รงรอง

—-

เขียนไว้ให้ลูกดู อคินครับ แม่คิดว่า หลังจากแม่ลอง Timeout กับลูกแล้ว แม่คิดว่าลูกดูตระหนก ร้องให้บ่อยกว่าเดิม และคิดว่าลูกกำลังเข้าใจผิดว่าแม่กำลังจะทิ้ง เอาล่ะ แม่จะกลับมาใช้วิธีเดิม รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี(ด้วยนิ้ว2นิ้ว) เพราะเมื่อลูกโดนตีแม่กอดแม่พูด ลูกฟังลูกเข้าใจ ลูกกอดแม่. ลูกพูดว่าแม่รักคินมีเสียงหัวเราะในเวลาไม่นาน ลูกไม่ร้องให้เวลาขึ้นคาร์ซีท มีความตื่นเต้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา

เมื่อมีTimeout. แค่1นาที ไม่กี่ครั้ง เปลี่ยนชีวิตให้แย่ลง ลูกโยเย ตื่นกลัว ร้องหาแม่มากกว่าเดิท พูดแล้วไม่ยอมเข้าใจ เลิกนั่งคาร์ซีท ตื่นกลางดึกขอนอนตักแม่ หลังสิ้นสุดTimeout ในแต่ละครั้งหลังจากแม่กอดลูกอธิบายไม่หัวเราะไม่ตอบรับ คำว่า แม่รักคินที่ลูกพูดประจำเกือบทุกวันหายไป และ..ซึมเป็นพักๆ!!

แม่สัญญาว่า Timeout. จะไม่เกิดขึ้นในบ้านเราอีกครับ แม่จะไม่สนับสนุนให้คินเพิกเฉยต่อเสียร้องให้ของใครซักคนในอนาคต ไม่ว่าการเพิกเฉยจะด้วยความหวังดีหรือไม่ แต่มันคือการเสี่ยงที่จะทำลายความหวังสุดท้ายความเชื่อมั่นสุดท้ายความเป็นความตายของใครซักคนก็ได้ ต่อไปนี้เราจะคุยกันให้เข้าใจเหมือนทำมาก่อนหน้านี้ และแน่นอน หากลูกซน มีโดนตีครับ แม่รักคินมากครับแม่ตีเมื่อคินทำผิดให้คินรู้ว่ามันเจ็บ แต่แม่ยังนั่งอยู่ตรงนี้แม่ก็เจ็บมือร้องให้กับลูก. แม่อยากให้คินรู้ว่าถ้าคินทำผิดกับคนอื่นเค้าอาจจะตีคินเจ็บกว่าแม่หลายเท่าแล้วเค้าไม่นั่งอยู่เป็นเพื่อนคินตอนคินเจ็บแน่นอนครับ

ขอโทษครับที่แม่ใช้วิธี Timeout กับลูก ไม่เหมาะกับบ้านเราครับ ปกติเราคุยกันเข้าใจดีและคินมีความสุขกว่านี้ แม่ขอโทษลูกจริงๆครับ ตั้งแต่วินาทีนี้ เราเริ่มกันใหม่ในวิธีเดิมนะลูกรัก…จากคุณแม่เม Suchanun

เราเคยใช้วิธีนี้กับหลานครั้งหนึ่งคะและตั้งแต่นั้นมาหลานกลัวการถูกทิ้งมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน กลัวแม้กระทั่งเราจะไปเข้าห้องน้ำเค้าจะบอกเราว่า “เข้าไม่ได้นะ น้าเกศต้องอยู่กับน้องพลอย น้าเกศอย่าทิ้งน้องพลอยนะ” เวลาได้ยินเข้าพูดทีไร เรารู้สึกแย่ทุกๆครั้งจนทุกวันนี้ บอกตรงๆเลยว่ารู้สึกผิดมากที่ทำให้หลานกลัวและสัญญากับตัวเองเลยว่าจะไม่ใช้วิธีนี้กับเค้าอีก ถ้าทำผิดจะอธิบายหรือตีและคุยด้วยเหตุผลตลอด…. จากคุณน้าเกศ

—-

ไม่เคยใช้ time out กับลูกเลยค่ะ เพราะคิดว่าตัวเอง คงทำได้ไม่สมำ่เสมอ และเวลาที่จะทำ ตัวเอง คงไม่เย็นพอ คงจะทำด้วยอารมณ์จึงไม่เหมาะกับแม่อย่างเรา แต่คิดว่าในมุมของคนที่ใช้ ใช้ time out คุยกับลูกก่อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แล้วให้เวลา time out คือเวลาของการสำนึกผิด ไตร่ตรอง และใช้เวลาที่เหมะสมกับช่วงอายุ เช่น 3 ขวบ 3 นาที เมื่อหมดเวลา time out เราก็จะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีก จนเจอเรื่องใหม่ แต่ตัวเองไม่ได้ใช้ตั้งแต่แรกเลยเน้นคุยๆๆแล้วก็คุยมานานมากตั้งแต่คุยกันรู้เรื่อง และสอนเรื่องอารมณ์ ความรับรู้อารมณ์ และความรักที่มีอยู่จริงในตัวเค้า และความเสียใจอะไรที่ทำให้แม่เสียใจ และจะคุยถามความรู้สึกเค้า จนปัจจุบันนี้ เค้ามักจะใช้คำพูดบอกความรู้สึกตัวเองเสมอ เช่น ลูกเสียใจที่…. ไอคิวเริ่มโกรธแล้วน่ะ จะทนไม่ไหว หรือ แม่เสียใจไหมถ้า…วันนี้ลูกทำแบบนี้ที่ โรงเรียน จึงคิดว่า…แม่ทุกคนคงมีแบบที่เป็นของตัวเองปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตาม บุคลิกของลูกเราเพราะเรารู้จักเค้าดี เห็นด้วยกับ พฤติกรรมดีทดแทนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ค่ะ เหมือน น้ำดีแทนน้ำเสีย ให้ แรงเสริม แรงจูงใจทางบวกเช่นกอดหอม เมื่อทำพฤติกรรมดีน่ารัก เให้เกิดบ่อยขึ้น พฤติกรรมไม่ดีก็ลดลง ทั้งนี้ทั้งนั้น กรุงโรมไม่สร้างเสร็จในวัเดียว อดทนอดทนค่ะ ขอบคุณค่ะ…. จากคุณแม่ ณัฏฐภรณ์

เคยใช้ time out กับลูกชายตอนเริ่ม 1 ขวบ คะทำครั้งแรก ลูกร้องจนฉี่ราดเลย ทำได้ 2 ครั้ง เลิกคะ เพราะคิดว่าคงไม่เหมาะกับลูกเรา แต่ผลที่ตามมา คือลูกมักจะเอาหัวโขกพื้นเวลาไม่สนใจ ต้องรีบเข้าไปกอดเค้าแล้วบอกว่า “รักลูกนะครับ” กว่าจะหาย หลายเดือนเลยคะ ตอนนี้ใช้วิธี เข้าไปกอดลูกแล้วบอกกับเค้าดีดีคะ ….จากคุณแม่ PHing PhIng
ญาก็ไม่ทราบว่า Time out มันได้ผลกับเด็กทุกคนเหรอป่าว เเต่ถ้าเราลองทำกับลูกเราเเล้วปรากฏว่าลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยน เเละไม่ได้ผลดีกับลูกเลย ลองอย่างอื่นไหมค่ะ เหมือนบทความดีๆที่พ่อโป๊ะกับเเม่เเป้งนำมาเเชร์ บ้านญาไม่ได้ผลเลยค่ะ ญาเลยเปลี่ยนวิธี เล่นกับลูกให้เยอะๆ เล่นเเบบไม่ใช่การสอนน่ะค่ะ หัวเราะกับลูกให้เยอะๆ กอดเขา พูดกับเขาเยอะๆว่าดีใจเเค่ไหนที่มีเขา บอกรักลูกทุกวัน บอกตอนที่เขาอยู่เฉยๆ ตอนที่เขาสนุกสนานกับเรา ตอนนอน ทุกๆตอน เพราะเวลาลูกร้องไห้ เขาฟังเราไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เขาจะฟังเราก็ต่อเมื่อเขาสงบสติอารมณ์เเลว้น่ะค่ะ อย่าว่าเเต่เด็กเลย บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆยังเคยเป็นเลยค่ะ ถ้าใครมาพูดโน้นพูดนี้ตอนอารมณ์ไม่ดี เราก็ยังไม่ค่อยอยากจะรับฟังเท่าไหร่ วิธีที่บ้านญาทำอย่างนี้ค่ะ ถ้าลูกอยู่ในช่วงอารมณ์โวยวาย ญาจะเข้าไป จับมือลูกไว้ เเละมองหน้า พร้อมอมยิ้ม ทำตาให้หวานๆ อิอิ เเละ อบอุ่น เเล้วทำหน้ากับคำพูดให้ลูกหัวเราะ หลังจากนั้นสีหน้าลูกชายจะเปลี่ยนไปเลยค่ะ เเล้วลูกชายจะนิ่งลง ยังไม่กอดน่ะค่ะ เเล้วบอกเขาที่เราอยากบอก ทำเเบบนี้ดีกว่าน่ะค่ะลูก อย่างลูกชายญาชอบโยนของลงพื้น ญาก็จะเก็บมา เเล้วบอกว่า ถ้าหนูไม่อยากได้ให้มาม็องน่ะค่ะ เเล้วลูกจะทำตามทันทีเลยค่ะ หลังจากนั้นทำท่าเวอร์ๆน่ะค่ะ เเล้วบอกว่า เยี่ยมมากกกจ้าลูก เเล้วกอดหอมเเก้มฟ้อดใหญ่ๆเลยคร้าา … จากแม่คุณแม่ญา

สุดท้ายอยากฝากไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านเด็กและครอบครัว ที่สนับสนุนเทคนิคเพิกเฉย time out นี้..หรือยังคงยืนยันทฤษฎีนี้ ว่าเหมาะสมหรือได้ผลกับเด็กบางกลุ่ม แต่อย่าลืมตระหนักว่า เด็กผู้นั้นต้องดำรงอยู่ด้วยหัวใจที่อ่อนโยนกับพ่อแม่ของเค้าไปอีกทั้งชีวิต คำชี้แนะของท่านในวันนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางของชีวิตเหล่านั้น …หัวใจ..ดวงจิต ดวงวิญญาณที่อ่อนโยนสว่างไสว อาจมืดมิดถูกพิพากตัดสินและมีบาดแผลที่ยากต่อการเยียวยาในอนาคตได้ แล้วในวันนั้นคนที่จะเสียใจมากที่สุดก็คือพวกเราพ่อ…แม่…ลูก…

ด้วยความเคารพ

แม่แป้ง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s