Willing and Feeling เริ่มเรียนรู้อารมณ์ตัวเอง

10891730_10152456181341511_4057065917141806850_n

ณดา ในวัย 2.4 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ความรู้สึกเยอะมากผมและแม่แป้งต้องรับมือกับอารมณ์หงุดหงิดของเธอ บ้างครั้งไม่ยอมจะอาบน้ำเปลี่ยนแพมเพิส บางครั้งไม่ยอมจะทานข้าว ร้องไห้ ดิ้นเหวี่ยง ผลัก เตะขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะฟาดและดุพร้อมอธิบายเหตุผล ไปแล้ว เมื่อได้มาศึกษาและอ่านหนังสือดีๆจากหลายๆเล่มเลยเข้าใจว่าในความเป็นจริง เด็กวัยนี้เค้ายังไม่เข้าใจเหตุผลหรอกครับ แต่ก็มีพ่อ แม่บางท่านพยายาม จะดุพร้อม อธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง เด็กขณะที่เค้ากำลังปั่นป่วน ร้องไห้เค้าจะอยู่ใน mode ปกป้อง เค้าจะปิดการเรียนรู้และการรับสารไปแล้ว ในความปั่นป่วนและเหวี่ยงวีน ของเค้านั้นจริงๆแล้วเป็นโอกาสอันดีที่เราจะสอนให้เค้าได้รู้จักกับ อารมณ์ของตัวเค้าเอง

ในหนังสือ No-Drama Discipline: The Whole-Brain Way to Calm the Chaos and Nurture Your Child’s Developing Mind เขียนโดย
Daniel J. Siegel (Author), Tina Payne Bryson (Author) ได้ย้ำเสมอครับว่า ในยามที่เด็กๆนั้นปั่นป่วน การ connect ของพ่อแม่กับลูกนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้เค้าได้รับรู้ความรู้สึกเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง และรับรู้ได้ว่าพ่อแม่เข้าใจและอยู่เคียงข้างเขาจริงๆไม่ว่าเค้าจะแสดงออกในทางที่ถูกหรือไม่ก็ตาม เมื่อความสงบเกิดขึ้นแล้วเด็กๆถึงจะฟังเราสอน นอกจากนี้หมอเดเนี่ยลยังกล่าวว่าการที่พ่อแม่ดำรงอยู่เคียงข้างและช่วยให้เขาได้เรียนรู้เข้าใจอารมณ์ของตัวเองเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้สำหรับการจัดการอารมณ์ ควบคุมตัวเองและจัดการกับปัญหาภายในจิตใจของมนุษย์ที่ดีในวิธีหนึ่งอีกด้วย

นอกจากนี้ในหนังสือ The Whole-Brain Child ผู้เขียนเดียวกับ No drama discipline ได้พูดถึงการดูแลสมองซีกขวาความรู้สึก feeling ก่อนที่จะเข้าไปดูแลซีกซ้ายคือการบอกเหตุผล เด็กเล็กต้องไม่ซับซ้อนเวิ้นเว้อ ต้องสั้นๆได้ใจความ หลีกเลี่ยงการสอนหรือบอกหรือดุที่ใช้คำว่า ไม่ อย่า หรือห้าม  เป็นเรื่องที่มาจากเหตุผลของกลไลของสมอง จากที่แม่แป้งไปสัมมนาเลี้ยงลูกจิตตื่นรู้ ได้ฟังบรรยายจากน้องขุนเขา สินธุเสน ได้เข้าใจเรื่องนี้จากการทำงานของสมองว่า ..สมองเรามักจะไม่ค่อยได้ยินคำว่า ไม่ อย่า…. แต่มักจะได้ยินคำหลังจากนั้น เช่น (ลองทำดูก็ได้ครับ) ลองจิตนาการตามที่พูดต่อไปนี้ดูครับ … “มีแมวตัวหนึ่งขนนุ่มมากเลย มันนอนอยู่ ห้ามคิดว่าแมวตัวนั้นเป็นสีแดงนะครับ ห้ามคิดนะครับ ..มันไม่ใช่สีแดงครับ .” สารภาพมาได้เลยครับว่าคุณลองทำแล้วเห็นแมวสีแดงหรือไม่ครับ

ดังนั้นถ้าเราจะบอกว่า อย่าจับ เค้าจะจับทันที… อย่าวิ่ง  เค้าจะวิ่งทันที…(เป็นไหม?)
เปลี่ยนใหม่ลองบอกว่า เอามือออกนะลูก.หรือเดินช้าๆ เดินช้าๆ  พูดเบาๆ อะไรทำนองนี้ดูครับ (จริงๆเชื่อมโยงกับศาสตร์ของ NLP อีก)

พ่อ แม่ หลายท่านพยายามจะสร้างวินัยให้กับลูกคาดหวังพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วยการตี ดุโดยอัตโนมัติ และสอนให้เหตุผลต่างๆนานา จนบางครั้งลืมดูถึงกลไกของสมองและธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัยไป

ผมมี 2 เหตุการณ์ ของณดา ที่จะมาเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ แรก เกิดเมื่อตอน ช่วงคริสมาสที่ผ่านมาณดาต้องอาบน้ำแต่งตัวในชุดแฟนซีเพื่อไปงานที่บ้านเพื่อน แต่เธอไม่ยอมแต่งทั้งร้องไห้ทั้งวิ่งหนี ผมจึงเข้าไปกอดเพื่อให้ณดา สงบ และถามณดา ว่า นี่คือหงุดหงิดใช่ไหมลูกมันหงุดหงิดเนอะ พ่อเข้าใจนะแต่ขอเปลี่ยนเพิสนิดเดียว

(ยื้อกันอยู่นานกว่าเธอจะนิ่งและยอมแต่งยอมเปลี่ยนบางส่วน)

วิธีนี้ ผมทำบ่อยเวลาจะหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของ ณดา ต้องใช้แรงและความอดทนต่อเสียงร้องของลูกและแรงผลักเหวี่ยงต่างๆ แบบมีสติ และดำรงอยู่เพื่อเค้าจริงๆ

หลังจากนั้น ณดา มีท่าทีที่สงบลง หยุดร้องไห้ นั่งรถมาด้วยกันจนลืมช่วงอารมณ์นั้น พอลงรถ เราทั้งคู่เอาชุดแฟนซีมาติดที่ชุดณดาอีกครั้ง

แล้วจู่ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า “ไม่หงุดหงิดแล้วเนอะๆ  ณดาอารมณ์ดีแล้ว ใส่ชุดสวยได้แล้ว ชุดเนี่ยๆสวยดีนะแม่”

ณดาก็กลับมาใส่ชุดโดยที่เธออยากใส่เอง เห็นไหมครับว่าเราไม่เห็นต้องตีลูกเลยแม้แต่น้อย

การสอนให้ลูกรู้จัก อารมณ์ของตนเองจึงสำคัญพอๆกับการให้ความรู้ทางวิชาการต่างๆ

ที่สอนในโรงเรียนหรือบางทีอาจจะสำคัญมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้มีเขียนไว้ในหนังสือ…….

เหตุการณ์ที่ 2 เป็น องค์กรจัดการตัวเองของณดาที่งดงามมากสำหรับผม  (บทความเรื่อง self Organizing)

เหตุการณ์ธรรมดาๆ แต่ผมว่ามันเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับพ่อแบบผมมากๆ เรื่องมีอยู่ว่า ผมจะพาณดาเข้า นอน บ่อยครั้งที่ผมจะแกล้งปิดไฟเพื่อให้ณดานอน(บังคับหน่อยๆ)ในเวลา 2 ทุ่ม แต่สำหรับคืนนี้ผมเห็นว่าณดา เพิ่งนอนตอนบ่าย2 และตื่น 4โมงเย็น ผมจึงปล่อยให้เค้าเล่นไปเรื่อยๆ ซักพัก  ณดาหันมาบอกว่า “ณดาง่วงนอนแล้ว นอนแล้วนะ” และก็ปีนขึ้นเตียงเองเลยแต่ยังไม่ได้แปรงฟัน แม่แป้งเลยบอกว่า “ณดา ลืมแปรงฟันหรือเปล่าลูก”  ณดาก็ลงเตียงเดินตามแม่แป้งเข้าห้องน้ำแปรงฟันเสร็จแล้วกลับมาขึ้นเตียงนอนเอง ซึ่งปกติต้องหลอกล่อ ให้ไปแปรงฟัน มันเป็น เหตุการณ์ธรรมดาที่ผมประทับใจและเรียนรู้ว่า บางครั้งพ่อ แม่อย่างเราก็เข้าไปกำหนด ควบคุม ลูก จน ไม่ได้ปล่อยให้เค้าลองจัดการตนเองแบบ เล็กๆ ดูบ้าง หากเราลองปล่อยให้เค้าได้จัดการตนเอง และเฝ้าดูเค้าห่างๆ เราจะพบกับความงดงาม ความสามารถของเค้าที่พ่อแม่อย่างเราต้องอมยิ้มกันเลยทีเดียวครับ และเรื่องนี้ก็ย้ำกับเราในเรื่องที่เธอเริ่มที่จะบอกความรู้สึกของตัวเองออกมาได้เยอะมากขึ้น เข้าใจตัวเองมาขึ้น

สุดท้ายจากในหนังสือ No drama Disclipine ที่ผมและแม่แป้งชอบมากคือ

ที่ที่ปลอดภัยอบอุ่นที่สุดคือบ้านคือพ่อแม่ ลูกสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ หงุดหงิด สุข เศร้า เหวี่ยง เรียนรู้อารมณ์ตัวเองได้ทุกอย่าง พ่อแม่พร้อมอยู่เคียงข้าง นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ แล้วเหตุผลอะไรที่เราพ่อแม่จะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่แห่งความซ่อนเร้น เก็บตัว  เปลี่ยนบุคลิกเมื่ออยู่ในบ้าน ไม่สามารถแสดงออกในตัวตนได้ จนต้องไปแสดงออกที่อื่น

พ่อแม่อย่างเราต้องการให้ลูกเป็นเด็กดีต่อหน้าเรา แล้วเกเร เกรี้ยวกราดก้าวร้าวเมื่ออยู่กับคนอื่น หรือข้างนอกบ้าน หรือเราต้องการให้ลูกเป็นตัวของลูกในทุกๆ ด้าน แม้แต่ด้านมืด ต่อหน้าพ่อแม่ และดีต่อหน้าผู้อื่น วางตัวน่ารัก ควบคุมตัวเองได้เมื่อออกนอกบ้าน….

อันไหนที่คุณต้องการที่สุดครับ

พ่อโป๊ะ แม่แป้ง

11252557_1658377997707928_5669417962299594331_n

reference : No-Drama Discipline: The Whole-Brain Way to Calm the Chaos and Nurture Your Child’s Developing Mind  by
Daniel J. Siegel (Author), Tina Payne Bryson (Author)

The Whole-Brain Child: 12 Revolutionary Strategies to Nurture Your Child’s Developing Mind, Survive Everyday Parenting Struggles, and Help Your Family Thrive ,Daniel J. Siegel (Author), Tina Payne Bryson (Author)

รูปสมองจาก: teach-through-love.com


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s