Parent as Coach ตอนที่ 2 : ความกลัว

11075234_10152588638361511_768992751580319207_n

จากบทความ Parent as Coach ตอนที่ 1 

ในตอนนี้จะกล่าวถึงแรงขับภายในตามธรรมชาติของมนุษย์ หนึ่งในหลายๆปัจจัยนั้นคือ  “ความกลัว(fear)” ความกลัวทั้งหมดนี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน   ระดับความกลัวของแต่ละคนขึ้นอยู่กับ สิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความกลัวแต่ละแบบ  นั้นก็คือการเลี้ยงดูและความคิดความเชื่อบางอย่างที่ได้รับจากครอบครัว พ่อ แม่ และคนใกล้ชิด    ทำให้ความกลัวบางตัวเพิ่มขึ้น จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการตัดสินใจของคน คนนั้น และบางครั้งสิ่งนี้ก็กลายมาเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่นำพาเราไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จที่หวังไว้

เราลองมาสำรวจตนเองกันครับว่าตัวเรานั้นเป็นพ่อ แม่ที่มีความกลัวแบบไหนเป็นแรงผลักให้เราตัดสินใจหรือเลือกที่จะกระทำกับลูกและส่งผลอย่างไรกับคนรอบข้างถ้าเราไม่ตระหนักและรู้เท่าทันความกลัวของเรา

โดยความกลัวในแนวทางของโค้ชจะมี 3แบบ

1. Fear of not being good enough (กลัวไม่ดีพอ) บุคคลประเภทที่มี fear นี้ขับเคลื่อนอยู่ในชีวิตประจำวันคือมักจะเป็นคนที่ครุ่นคิดกับสิ่งที่ทำว่าดีหรือยัง  ยังทำได้ดีอีก  มีความคาดหวังต่อผู้อื่นหรือคาดหวังต่อตัวเอง หรือบางทีก็ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในเพชรเม็ดงามของตัวเอง ตัวอย่างคำพูดที่เขามักจะพูด หากสงสัยว่าจะมี fear ประเภทนี้เช่น “ฉัน/เธอน่าจะทำได้ดีกว่านี้”   “ยังไม่พร้อม”  “พลาดไม่ได้นะ  ไม่อยากผิดพลาด”  สำหรับ Value คุณค่าที่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญมากคือ “ความสามารถหรือความสำเร็จ”

หากมองในส่วนของการเป็นพ่อแม่นั้นมักจะพบว่า พ่อแม่ที่มี fear นี้เป็นแรงผลักอยู่มักจะมีความคาดหวังกับลูกสูง  หวังว่าลูกจะต้องทำตามในสิ่งที่ตนต้องการ  หรืออยากจะให้เป็น  ต้องมีระเบียบวินัย  ต้องเรียนเก่ง ต้องเป็นเด็กฉลาด  ต้องสอบได้ระดับ top ten ของห้อง ลูกทำเท่าไหร่ก็ไม่ดีพอสำหรับพ่อแม่ที่มีความกลัวประเภทนี้   จากที่ได้โค้ชและพูดคุยกับพ่อแม่ที่ยอมรับว่ามีความกลัวแนวนี้บ้านหนึ่ง ลูกของเขาเรียนอยู่ระดับมัธยมเป็นเด็กตั้งใจเรียน  และมีงานอดิเรกความชอบของตัวเอง  พ่อมักจะตักเตือนให้อ่านหนังสือ  หยุดกิจกรรมต่างๆที่ดึงเวลา  แม้ว่าลูกจะได้เกรดเฉลี่ยที่ผ่านมาได้ดีก็ตาม  จนวันหนึ่งคุณแม่มาเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังว่า …ลูกตั้งคำถามกับพ่อว่า “นี่หนูก็ทำได้เกรดเฉลี่ยที่ดีและดีกว่าเพื่อนหลายคน ทำไมพ่อไม่ชื่นชมหนู และคิดว่าหนูยังต้องทำให้ดีกว่านี้”
นี่คือคำถามที่สะท้อนจากความรู้สึกจากเด็กคนหนึ่งที่ถูกขับเคลื่อนโดยความกลัวของพ่อแม่ที่เป็นแนวของ not good enough  ด้วยความหวังดีปรารถนาดีของพ่อแม่ เราอาจจะพูดหรือทำอะไรที่ไม่รู้ตัวว่าความปรารถนาดีนั้นมีที่มาจากความกลัวของเรานั่นเอง

นอกจากนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงพลังความกลัวที่มีให้สร้างสรรค์ให้คิดและกระทำในเชิงบวกเกี่ยวกับความกลัวของเรา หรือความกลัวของลูกได้เช่นกัน เช่น หากเราคิดว่าเราเป็นพ่อแม่ที่มีความกลัว not good enough แล้วมีความคาดหวังเกี่ยวกับลูกของเราว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน ให้รับรู้และมองมุมบวกว่าเราต้องมีจุดไหนที่ยังต้องพัฒนาได้อีกหรือไม่  หรือหากเป็นความกลัวของลูกชี้ให้เห็นถึงเป้ายหมายที่ลูกอยากได้และช่วยกันหาจุดที่จะมาช่วยพัฒนาให้ไปถึงเป้ายหมายที่ตั้งไว้ได้  หวังได้ แต่ไม่คาด..ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ ณ ทรัพยากรที่เรามีอยู่

2. Fear of not being loved (กลัวไม่ได้รับความรักหรือกลัวคนไม่รัก) บุคคลที่มีความกลัวในแบบข้อสองนี้ คือจะเป็นคนที่ค่อนข้างจะไม่ชอบความขัดแย้ง  ไม่ชอบทะเลาะกับผู้อื่น  วางตัวในแบบกลางๆ  บางครั้งไม่กล้าตัดสินใจ  บางครั้งก็ไม่กล้าออกความคิดแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากนัก  นั่นอาจเป็นเพราะว่าหากแสดงออกแบบนั้นแล้วจะมีผู้คนหรือคนใกล้ชิด ตัดสิน และวิพากวิจารณ์ และไม่ชื่นชอบในตัวเขา   เขาจึงชอบที่จะแสดงออกด้วยคำพูด หรือการกระทำเพื่อให้เป็นที่รักของผู้คน  เรามักจะได้ยินคำพูดเกี่ยวกับความกลัวนี้ เช่นว่า  “อยากให้เจ้านายชื่นชม”  “ฉันอยากให้แม่และพ่อภูมิใจ”  “ลูกจะได้ไม่ทิ้งแม่ในยามแม่แก่เฒ่า” “ลูกจะได้ภูมิใจที่มีพ่อแม่แบบเรา ที่ให้เค้าได้ทุกอย่าง” เพราะในความหมายของคำชื่นชม ความภาคภูมิใจของคนอื่นนั้นมีความหมายเท่ากับความรักที่มีต่อเขา  ดังนั้นสำหรับ Value คุณค่าที่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญมากคือ “ความรักและการให้ความรู้สึกถึงความสำคัญ”

เมื่อพูดในบทบาทของพ่อแม่ที่มีความกลัวในรูปแบบที่สองนี้ในระดับที่มากก็จะแสดงออกต่อลูกในรูปแบบที่เป็น Overprotection ตามใจลูก   ไม่หนักแน่น ไม่มีจุดยืน  อ่อนไหวต่อข้อต่อรองของลูก จนอาจจะนำไปสู่การ spoil และถูกลูกควบคุมไปในที่สุด (หากยกตัวอย่างในละครไทยที่เห็นได้ชัดเจนก็มักจะเป็นบทแม่สามี ลูกสะใภ้ ที่กลัวลูกชายจะรักแม่น้อยลง จะถูกแย่งความรักไป จะชัดเจนมากใน fear ข้อนี้)  นอกจากนี้ fear ในลักษณะนี้ยังอาจจะเป็นในรูปแบบ จัดหาสิ่งของทรัพย์สินให้ได้ทุกอย่างเพื่อลูกหรือสิ่งที่ลูกต้องการเพื่อชดเชยหรือทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปกับการดำรงอยู่กับลูก เช่น ไม่มีเวลาอยู่กับลูก  แยกทางกับภรรยาหรือสามี เลยพร้อมให้ทุกสิ่งกับลูก เพราะกลัวว่าลูกรู้สึกลดทอนความรักระหว่างตน  จนเด็กๆจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง  ไม่ได้เรียนรู้และรู้จัก Self-Organizing  ช่วยเหลือตัวเองได้ลำบากในยามฉุกเฉิน

ดังนั้นการแสดงออกด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แต่หากลองทบทวนใคร่ครวญดูแล้วพบว่าความหมายหรือนัยยะแอบแฝงที่เรามีอยู่ลึกๆนั้นคือความกลัวว่าจะไม่ถูกรักใคร่ ชื่นชมจากผู้คนนั่นแล้ว ก็ถือว่าเราให้ความกลัวนี้กำลังขับเคลื่อนตัวเราและลูกๆอยู่นั่นเอง

และเช่นเดียวกัน เราสามารถเปลี่ยนแปลงพลังความกลัวข้อนี้ที่มีให้กลายเป็นความคิดและกระทำในเชิงบวกได้  เช่น เรากลัวว่าลูกจะไม่รักเรา เราจึงต้องศึกษาวิธีการในการให้ความรักความเอาใจใส่ลูกอย่างถูกวิธี ศึกษาแนวของ Attachment Parenting รักลูกให้ความรักความอบอุ่น ให้เสรีภาพแต่ไม่ใช่การตามใจอย่างผิดวิธี ไม่ท้ิงบาดแผลติดค้างในใจของลูก หากเป็นความกลัวของลูกที่กลัวว่าจะไม่ถูกเป็นที่รัก แม่อาจจะเป็นโค้ชให้เขาได้เรียนรู้จักวิธีของการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เรียนรู้จักการเป็นกัลยาณมิตรกับผู้อื่น เป็นต้น

3.Fear of not belonging to กลัวไม่มีส่วนร่วม  ในความกลัวข้อสามนี้  มักจะเป็นคนที่ชอบเข้ากลุ่มสังคม   อินเทรน  ข้าวของเครื่องใช้จะค่อนข้างอิงไปตามเพื่อนๆ หรือตามกระแส   เป็นคนที่ชอบมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ  หาประเด็นที่เหมือนกันในหมู่เพื่อนฝูง  หากเป็นในระดับที่มากก็อาจจะเป็นคนที่อยากได้อยากมีเหมือนเพื่อนๆ  ต้องการมีส่วนร่วมจากครอบครัว ไปไหนไปด้วย พี่น้องมีอะไรฉันต้องมีด้วย  เชื่อในคำโฆษณา การค้าและโลกของการตลาด  หรือในทางกลับกันก็มักจะเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเลยจึงต้องหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวหรือเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ หรือตัวตนที่เขายืนอยู่  สำหรับ Value คุณค่าที่คนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญมากคือ “ความมีส่วนร่วมและการได้รับความสำคัญ”

ในบทบาทของพ่อแม่ที่มีความกลัวนี้เป็นแรงผลัก  อาจจะเป็นพ่อแม่ พ่อ แม่ อินเทรน คือไม่ว่ามีเทรนอะไรใหม่  ลูกฉันจะต้องมี  คนส่วนใหญ่เค้าเรียนอะไร ลูกฉันต้องได้เรียน  เพราะกลัวลูกจะไม่ได้อยู่ในกระแสของคนส่วนใหญ่   หรืออยากให้ลูกมีสังคมมีส่วนร่วมมีเพื่อนฝูง  ในระดับที่พอดีก็จะไม่มีผลมากนัก แต่หากมีความกลัวในระดับที่มากลูกๆก็จะใช้ชีวิตด้วยความสับสน  เนื่องจากพ่อแม่ปล่อยตัวไปตามกระแสสังคมและผู้คน   ลืมคุณค่าและศักยภาพของตัวตนในตัวเอง  ไม่มั่นคงในภายใน   เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้แนวคิดนี้จากพ่อแม่เรื่องของ  self-esteem  ก็จะไม่แข็งแรงพอ  และแน่นอนคือทรัพยากรที่ต้องมีให้เพียงพอต่อความต้องการที่อยากจะได้ อยากจะทำ หรืออยากมีต้องพร้อม หากไม่พร้อมก็จะเกิดความทุกข์และพบอุปสรรคของความคิดความกลัวนี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ความกลัวในแบบนี้อาจจะเชื่อมโยงสอดคล้องกับความกลัวคนไม่รัก หรือกลัวไม่ดีพออีกด้วย เช่น อยากมีส่วนร่วมเพื่อให้เพื่อนๆรักใคร่ หรืออยากพาลูกๆไปเรียนไปทำแบบคนอื่นเพราะกลัวว่าลูกจะสู้คนอื่นไมได้  ด้วยเหตุนี้บางพฤติกรรมที่แสดงออกมาอาจจะคล้ายกัน แต่แรงผลักนั้นอาจจะมีที่มาจากความกลัวที่แตกต่างกันก็เป็นไปได้ครับ

และในทางกลับกันความกลัวข้อนี้ที่จะช่วยเป็นแรงผลักทางบวกได้ เมื่อเราตระหนักว่าความกลัวสิ่งนี้มาเพื่อบอกอะไรดีๆกับเรา เช่น ความกลัวนี้จะมาเพื่อบอกให้เราเป็นคนที่ต้องติดตามข้อมูลที่ทันสมัย  อัฟเดทข้อมูลความรู้ในการเลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างรู้เท่าทัน  ไม่ยึดติดในทฤษฎีเก่า เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา เช่นว่า ทำให้ได้รู้ว่าวิธีการทำโทษด้วยการตีเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดบาดแผลทางสมองกับลูก และศึกษาการลงโทษแนวทางแบบ motivation ให้แรงเสริมทางบวกกับลูก  หรือความกลัวนี้ช่วยเสริมในเรื่องของการมีเครือข่าย networking ที่ดีในการช่วยเหลือและส่งเสริมซึ่งกันและกันในหมู่พ่อแม่ที่ทันสมัยและแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดีต่อกัน   เป็นต้นครับ

11075233_10152588567991511_1427967485125916624_o

ดังนั้นการที่เรามีความกลัวนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผิดครับ ในบางครั้งความกลัวเหล่านั้นเข้ามาเพื่อบอกอะไรในข้อดีต่อเราอย่างที่ผมได้บอกไว้ เราต้องตระหนักรู้ถึงความกลัวที่เกิดขึ้นเพื่อระงับไม่ให้อยู่ในระดับที่จะมาขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตที่นำไปสู่เป้าหมายที่เราวางไว้ และจะไม่นำมาสู่พฤติกรรมที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นโดยเฉพาะกับลูกๆ แต่เราต้องรู้ตัวและเปลี่ยนถ่ายความกลัวเหล่านั้นให้เป็นพลังในเชิงบวก  อย่างผมและแม่แป้งก่อนที่จะได้มาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เราสองคนก็เผลอให้ความกลัวหลายอย่างมาเป็นแรงผลักกับลูกหลายอย่างเหมือนกันครับ  ยิ่งในบทบาทที่เราจะเปลี่ยนถ่ายตัวเองให้เป็นโค้ชกับลูกก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จักแรงผลักภายในของตัวเองก่อนเป็นสิ่งแรก

หากถามว่าเมื่อรู้แล้วตระหนักแล้ว อะไรที่ช่วยให้ความกลัวเหล่านั้นลดลงไม่ส่งผลต่อลูกๆของเรา  ผมกับแม่แป้งให้ข้อสรุปว่า จงศึกษาและเรียนรู้จักธรรมชาติของเด็กและของลูกอย่างถ่องแท้ เพราะธรรมชาติที่สร้างสรรค์มนุษย์คนหนึ่งให้ดำรงอยู่ มีความคิด มีความรู้สึกนั้นมีกลไล มีเหตุผลที่มาในตัวของมันเอง พ่อแม่เป็นแค่ผู้นำพาประคับประครองให้มนุษย์คนหนึ่งได้เรียนรู้ในวิชาทักษะชีวิตและค้นหาเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ดำรงอยู่เพื่อเค้าในวันที่เขาผู้นั้นได้ออกเดินทางไปยังเป้าหมายนั้นที่ได้ปักธงเอาไว้แล้วดำรงอยู่ทั้งยามทุกข์และยามสุข ยามน่ารักและยามไม่น่ารัก  นี่คือพ่อแม่ในบทบาทโค้ชที่ผมกับแม่แป้งอยากจะบอกและแบ่งปันครับ

พ่อโป๊ะ แม่แป้ง

Referrence : https://shiftthewayyouthink.wordpress.com

: Principle of life coaching by Thailand Coaching Academy by Jimi The Coach


2 thoughts on “Parent as Coach ตอนที่ 2 : ความกลัว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s