+++Capture Knowledge หนังสือ No-Drama Discipline ในประเด็นการลงโทษด้วยการ Time Out++ตอนที่ 1

+++Capture Knowledge หนังสือ No-Drama Discipline ในประเด็นการลงโทษด้วยการ Time Out++ตอนที่ 1

baannada-qoute7.58

Time Out เป็นเรื่องทีเคยเขียนและรวบรวมเรื่องราวจากเพื่อนๆในเน็ตเวิคพ่อแม่เมื่อปีที่แล้ว จากวันนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมกับการลงโทษลูกด้วยการ time out /หรือเพิกเฉย หลังจากที่ได้อ่าน หนังสือ No-Drama Discipline: The Whole-Brain Way to Calm the Chaos and Nurture Your Child’s Developing Mind By Daniel J Siegel, มาอ่านก็ยิ่งทำให้เข้าใจมากขึ้น
.
วันนี้ขอคัดย่อจากบางบทของหนังสือที่ผู้เขียนนำเสนอ
ขอสรุปเป็น รีวิวหนังสือเบื้องต้นตอนที่ 1 ตามนี้นะคะ
(ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงเรื่องวิธีการว่าทำถูกหรือผิดวิธีนะคะ)
.
จากความเข้าใจความหมายของ Time Out ของพ่อแม่ที่คิดว่าการทำโทษด้วยวิธีการนี้ จะไม่เป็นการทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดแทนการตี เวลาที่ลูกทำผิดแยกพื้นที่ไปพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วคาดหวังให้เด็กสงบลงและให้เด็กทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นพฤติกรรมที่ทำลงไปเมื่อตะกี้ แต่ในทางธรรมชาติของเด็กและทั่วไปของสถานการณ์เหล่านั้น เด็กอยู่ในอารมณ์ที่โกรธ ฉุนเฉียว ปั่นป่วน เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติของเด็กมากโดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะเข้าใจวิธีการนี้เหมือนพ่อแม่คาดหวัง เด็กน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบถูกแม่จับเข้ามุมแบ่งแยกกักกันพื้นที่เพื่อต้องการลงโทษและคาดหวังให้ลูกเข้าใจว่าพฤติกรรมเมื่อกี้ผิดและเธอต้องนั่งสงบตรงนี้จนกว่าจะเลิกปั่นป่วน คาดหวังให้เด็กรู้จักจัดการควบคุมอารมณ์ตนเอง (ซึ่งเป็นวัยที่สมองด้านการควบคุมอารมณ์ยังไม่โดดเด่นแน่นอน)

ถามว่าในความคิดเด็กน้อยสองขวบหากมีความคิดผุดในใจว่า …. “อ๋อยยย ตายละหว่าเมื่อกี้ฉันทำผิดไปหรอกหรือนี่ นี่ฉันฉุนเฉียวขนาดนั้นเลยหรือ ไม่ได้ล่ะต้องสงบนิ่ง .1-2-3-4 ฮืบบหายใจเข้าช้า ออกช้าา..อ่า..สงบๆ… และเหตุการ์ณนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ไม่งั้นแม่ต้องไม่พอใจแน่นอน” อ่านตรงนี้แล้วบางคนฮาเลยใช่ไหมคะ
.
คือเด็กเล็กธรรมชาติสมองเค้ายังไม่ถึงจุดของการตระหนักรู้ของ Thinking หรือตรรกะแบบที่เราต้องการ สมองของเขาเป็นช่วงของ feeling และถูกสมองส่วนที่หยาบที่สุดหรือเรียกว่า reptile brain สมองสัตว์เลื้อยคลาน ต่อสู้ ดิ้นรนตามสัญชาตญาณ ที่เป็นแรงขับออกมาอย่างซื่อตรงต่างหากด้วยซ้ำไปสำหรับวัยนี้
.
การ Time out เด็กจะเข้าใจว่าอย่างไร แน่นอนเด็กเรียนรู้ว่าเมื่อทำผิด การถูกแบ่งแยก ถูกเพิกเฉย separate เป็นเงื่อนไขและผลของการกระทำ บางรายก็อาจจะพบว่าเด็กจะมีอาการยิ่งร้องหนักมากขึ้น ในวิธีการนี้ที่พ่อแม่สร้างขึ้นเพื่อต้องการสอนให้เขารู้จักเรียนรู้ที่จะไม่กระทำแบบนี้อีก แต่ในทางกลับกันการตีความของเด็กอาจจะมีความคิดที่ว่า “พ่อแม่ไม่รักฉันเลย” “แม่เปลี่ยนไปจากนางฟ้ากลายเป็นปีศาจ” “เขาใจร้ายกับฉันที่สุดในโลก” ความดิดเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงขณะนั้นก็เป็นได้ค่ะ และเมื่อทำบ่อยๆก็เป็นสิ่งที่ย้ำๆฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของเด็ก ดังนั้นเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดการตีความอะไรบ้าง จิตนาการปีศาจร้ายอะไรเกิดภาพในสมองของลูกเราบ้าง และลูกจดจำจนฝังเข้าไปอยู่ในเซลล์สมองส่วนที่บันทึกภาพเหตุการ์ณของการตีความนั้นไว้อย่างไร
.
ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดและอยากให้ได้เข้าใจจากเรื่องนี้มากที่สุดก็คืองานวิจัยได้ศึกษาเรื่องของสมองก็พบว่าการทำโทษที่ทำให้เด็กเกิดความเครียดหรือความปั่นป่วนหงุดหงิดใจจะก่อให้เกิดสารพิษคอลติซอลในสมองหลังออกมา ซึ่งคอลติซอลคือสารพิษที่ทำลายการเจริญเติบโตของสมองและการหยุดชะงักในการเชื่อมโยงของระบบเซลล์ประสาท แม้แต่การที่เราไม่ตีหรือทำโทษทางกาย แต่การสร้างความกดดัน ความเครียดภายในจิตใจก็สร้างบาดแผลให้กับสมองเช่นกัน ดังนั้นแล้วไม่ว่าเราจะเสริมสร้างสิ่งที่เป็นพัฒนาการทางความคิด วิชาการ หรือการเรียนรู้อะไรดีแค่ไหนแต่ถ้าเราดันเป็นต้นเหตุ ทำโทษ ดุ ด่า ตี ทำให้เด็กเกิดความเครียดแล้วนั้นสมองที่สร้างมาก็จะมีผลกระทบไปด้วย
.
นอกจากนี้หมอเดเนียลกล่าวว่า การสอนให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีก็คือการสร้าง connection ของเซลล์สมองที่ดี นั่นก็คือการให้ประสบการณ์ที่ย้ำซ้ำๆบ่อยๆก็จะเกิด brain connection เช่น สอนบ่อยๆ บอกอธิบายสั้นๆเข้าใจง่ายบ่อยๆ ให้สอดคล้องกับช่วงวัยของสมองเด็กก็จะเรียนรู้ในที่สุด ในทางกลับกันการลงโทษที่เกิดการฝังสิ่งลบๆลงในจิตใจบ่อยๆย้ำๆซ้ำๆก็จะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจฝังลงไปในจิตใต้สำนึกจนเกิดเป็นพฤติกรรมความเชื่อที่เป็นผลเชิงลบเมื่อเป็นผู้ใหญ่
.
จากจุดนี้ขอเสริมและเชื่อมโยงกับเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เรารู้จัก และได้ขออนุญาตนำเรื่องนี้มาเผยแพร่เป็นบทเรียนสอนใจพ่อแม่อย่างเรา
จากเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่พ่อแม่เป็นหมอ เด็กหนุ่มผู้เคยติดยาไอซ์ 3 ปีช่วงวัย 17-20 ปี เล่าให้เราฟังถึงชีวิตเค้าเป็นอุทาหรณ์
….”พ่อเคยเป่าพุงผมตอนเล็กๆ แต่วันที่ผมเริ่มเข้าโรงเรียนพ่อเริ่มคาดหวังกับผมมากขึ้น และก็ไม่เล่นกับผมเช่นนั้นอีก เมื่อผมทำผิดพ่อก็จะเพิกเฉยต่อผม..พ่อทำโทษผมด้วยการเมินเฉย พ่อตีผมเสียยังดีกว่า”… ประโยคความคิดนี้เกิดขึ้นแม้ตอนเขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆวัยชั้นประถมที่แปลความหมายต่อความคาดหวังของพ่อที่อยากให้ลูกได้เรียนรู้และปรับตัว
.
….”ผมติดยาเพราะผมได้พบเจอกับคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและรับฟังผมเป็นพวกเดียวกับผม..(แบบที่พ่อแม่ไม่ได้เป็น)” ประโยคนี้ทำให้เราเรียนรู้ทันทีว่า มนุษย์ต้องการใครผู้หนึ่งที่พร้อมดำรงอยู่เพื่อเขา รับฟังเขา ทั้งในยามที่เขาร้ายที่สุด หรือน่ารักที่สุด หากคนนั้นไม่ใช่พ่อแม่แล้วก็น่ากลัวว่าในอนาคตคนๆนั้นที่เขาต้องการจะกลายเป็นคนที่นำทางลูกไปสู่ความมืดมิดของชีวิตก็เป็นไปได้
.
ซึ่งตอนนี้น้องได้เยียวยา ฟื้นฟูและเลิกวงจรของเสพยาเสพติด เมื่อได้เจออาจารย์ท่านหนึ่งที่พร้อมรับฟัง เข้าใจในทุกๆเรื่องของเขา และสามารถเลิกยาไอซ์ได้โดยไม่ต้องบำบัดทางเคมีหรือด้วยวิธีทางการแพทย์ใดๆเลย
….ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกว่าบุคคลที่พร้อมอยู่เคียงข้างเข้าใจนั้นมีความสำคัญมากกว่าการสอนสั่งหรือชี้นำในหนทางที่เด็กไม่เห็นคล้อยตามกับผู้ใหญ่
.
พ่อแม่อย่างเราเมื่อฟังเรื่องนี้เรารู้ดีว่าความรักของพ่อแม่ไม่เคยน้อยลงไปเลยสักวินาทีไม่ว่ายามไหนๆหรือต้องการจะให้ลูกติดค้างในใจเช่นนั้นหรอก
แต่เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกต้องแสดงออกในหนทางที่พ่อแม่คาดหวังจึงต้องเลือกวิธีต่างๆ เหล่านั้น..หรือเขาทำได้ดีที่สุดแล้วในขณะนั้นด้วยทรัพยากรที่เขามีอยู่
.
ดังนั้นใครจะการันตีได้ว่า ทำแบบไหนถูกต้องที่สุดสำหรับลูกและไม่เกิดตะกอนติดค้างในใจไปจนโต ถ้ายังไม่มั่นใจพอลองหาวิธีการที่เป็นการสอนเชิงบวก Time In หรือลองเข้าไปศึกษาวิธีการสอนของพ่อแม่แนว Attachment Parent หรือ Positive Parent จากพ่อแม่ทั่วโลกดูก็ได้นะคะ ถ้าได้เข้าไปอ่านแล้วเราจะรู้เลยว่า เราต่างประสบปัญหาในการเลี้ยงเด็กแต่ละช่วงวัยที่ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าจะชาติใดก็ตาม และเรามีหนทางสอนลูกในเชิงบวกมากมายที่ทำให้สัญชาตญาณของความเป็นแม่ชัดเจนยิ่งขึ้นและและมีความสุขมากขึ้นค่ะ
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ลูกของเราเราจะรู้ดีที่สุดว่าควรจะใช้วิธีไหนที่เหมาะสมกับลูก ขึ้นอยู่กับสไตล์และจริตของแต่ละคน แต่สิ่งเดียวที่สำคัญและเป็น keyword ที่ขาดไม่ได้คือ “สติ” ถ้ามีสติเราจะก็ไม่โกรธและอารมณ์เสียต่อลูก เราจะมองเห็นหนทางในการสอนที่เหมาะสมและสามารถใช้ความรักของเราต่อลูกในการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

แม่แป้ง


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s