parent as coach ตอนไม่มีช่องว่างระหว่างเรา

baannada-qoute

ในตอนนี้ผมมีเรื่องเล่าจากคุณแม่ท่านนึงซึ่งเป็น coachee (ผู้รับการโค้ช)มาปรึกษาถึงวิธีการพูดกับลูกวัย9ปี ให้เชื่อฟังเพราะคุณแม่เริ่มเจอปัญหาและรู้สึกว่าลูกและคุณแม่เริ่มมีระยะห่างและความเข้าใจไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่พูดลูกเริ่มไม่ฟัง คุณแม่เตือนเรื่องการคบเพื่อน ลูกเถียงบอกว่าแม่ไม่เข้าใจและรังเกียจเพื่อนของเขาหรอ

เรื่องมีอยู่ว่าลูกสงสารเพื่อนที่ตอนเย็นต้องอยู่บ้านคนเดียวและต้องช่วยป้าทำงาน เลยอยากจะชวนเพื่อนมาที่บ้านตอนเย็นทุกวัน แต่คุณแม่ต้องการความเป็นส่วนตัวและรู้มาว่าเพื่อนคนนี้ของลูกโกหกลูกของเธอเพื่อจะมาที่บ้านโดยไม่ต้องช่วยป้าทำงานที่ร้านเมื่อความต้องการของแม่และลูกไม่ตรงกันปัญหาจึงเกิด

ปัญหาตรงนี้เกิดจากคุณแม่ไม่เข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย7-14ปี ผมขออธิบายดังนี้นะครับ เด็กในช่วงวัย7-14ปี สมองชั้นกลางจะพัฒนาอย่างโดดเด่นเราเรียกช่วงวัยนี้ว่าช่วงแห่งการ”อยู่ร่วม” หรือช่วงแห่ง”feeling” คือความคิดของเขาคือเรื่องของความรู้สึก และยังไม่ถึงช่วงของความคิดเชิงวิเคราะห์ที่เป็นรูปธรรมเท่ากับเด็กในวัยของ thinking หรือ 14-21 ปี (1)

ในช่วงวัยนี้เด็กๆเขาจะมีเพื่อนสนิทหนึ่งถึงสองคน คล้ายๆคู่รักแต่ไม่ใช่ จะเป็นเพื่อนสนิทแบบซี้ปึกไปไหนไปกัน แต่จากความคุ้นเคยของคุณแม่ที่ดูแลลูกตั้งแต่เกิด คิด ตัดสินใจและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกมาโดยตลอด และเริ่มคุ้นชินกับการเป็นผู้เลือกและตัดสินใจแทนลูก ทำให้คุณแม่เริ่มนำกรอบของคุณแม่ไปตัดสินและชี้วัดลูกจึงทำให้เกิดเป็นหาและไม่เข้าใจกันระหว่างแม่กับลูกจึงเกิดคำว่า”ช่องว่างระหว่างวัย” ช่องว่างตรงนี้เราสามารถปิดและเติมเต็มได้ด้วยทักษะของlife coach ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดหรือmind set ของคุณพ่อคุณแม่ก่อนว่า

เราจะดำรงอยู่เพื่อลูกและ ฟังลูกอย่างตั้งใจ โดยไม่ตัดสิน กล่าวชมสิ่งดีๆในตัวลูก เพียงแค่นี้ลูกก็จะรู้สึกว่าคุณพ่อ คุณแม่เป็นพวกเดียวกับเขามิได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาโดยการบอกหรือบงการให้เขาต้องทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ในกรณีของคุณแม่ท่านนี้ผมแนะนำให้ลองพูดชมลูกก่อนว่า “ลูกมีน้ำใจกับเพื่อนและเป็นห่วงเพื่อนมากเลยนะที่จะชวนเพื่อนมาที่บ้าน” เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่เข้าใจในความรู้สึกเขา จากนั้นผมชวนให้คุณแม่ตั้งคำถามเพื่อสะท้อนความรู้สึกกับลูก แทนการบอกหรือสอนลูกตรงๆ ในเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยคุณแม่เล่าว่าได้ใช้คำถามว่า”ลูกรู้สึกอย่างไรบ้างถ้ามีคนมาเดินเข้าเดินออกในห้องนอนของลูก” ซึ่งลูกของเธอตอบว่ารู้สึกไม่ชอบและไม่เป็นส่วนตัว คุณแม่เลยถามต่อว่า”แล้วถ้าเพื่อนคนนี้มาบ่อยๆ ความเป็นส่วนตัวของครอบครับเราจะเป็นอย่างไร” เธอบอกว่าเพียงแค่นี้ลูกของเธอก็เข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อสารโดยไม่รู้สึกว่าถูกแม่ตัดสินและตีความและก็ยังสามารถสะท้อนไปยังความรู้สึกของตัวเองว่าที่ชวนเพื่อนมาบ้านเพราะรู้สึกสงสารซึ่งก็รู้ว่าเพื่อนเป็นคนชอบพูดโกหก และหนีงานที่บ้านมาบ้านของเขาเพราะเลี่ยงงานบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กในวัยนี้เริ่มเข้าใจเหตุผลถูกผิดแต่ใช้ความรู้สึกของการอยู่ร่วมกับเพื่อนความสัมพันธ์เป็นตัวขับเคลื่อนมากกว่า ประกอบกับต้องการที่จะให้แม่ยอมรับในความคิดของตัวเองมากกว่าเหตุผลถูกผิดอื่นใด

เมื่อใช้คำถามเชิงโค้ชสะท้อนความรู้สึกลูกจะเรียนรู้จากคำตอบของเขาเอง และเข้าใจซึ่งกันละกันระหว่างความคิดของแม่และลูกได้ และลูกจะมีวิธีจัดเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ด้วยตัวเขาเอง ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเรียนรู้และเฝ้าดูลูก มีวิธีการสอนเขาให้เหมาะกับช่วงวัยนี้โดยที่เขาไม่รู้สึกต่อต้านหรือถูกตัดสินจากพ่อแม่ อย่างที่กล่าวมา คุณค่า ค่านิยมที่ลูกให้กับเรื่องของความสัมพันธ์ยังคงเดิมไม่ถูกทำลายจากกรอบของพ่อแม่ รวมถึงช่องว่างความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูกด้วยเช่นกัน

การเปลี่ยนบทบาทจากผู้ปกครอง มาเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูกจะช่วยลดปัญหาและช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกได้เป็นอย่างดีเพราะ ลูกจะเติบโตเคียงข้างกับพ่อแม่ซึ่งคอยสนับสนุนและช่วยสะท้อนให้ลูกเรียนรู้และตื่นรู้อย่างเข้มแข็งและงดงาม

พ่อโป๊ะ
Life Coach และกระบวนกร

Referrance (1) The Philosophy of Rudolf Steiner http://capebyronsteiner.nsw.edu.au/


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s