สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับแบบฉบับพ่อแม่เชิงบวก

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับแบบฉบับพ่อแม่เชิงบวก

## ภาคต่อจากตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน

info-sleep3
______________
ตามคำสัญญาครับ
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมและแม่แป้งช่วยกันอ่านบทความวิจัยทางการแพทย์และจิตวิทยา ประสาทวิทยา จากหลายๆเวปและหนังสือ และพยายามสรุปออกมาให้ทุกท่านได้อ่านเผื่อเป็นประโยชน์กับหลายๆบ้านที่กำลังหาแนวทางเชิงบวกในการพาลูกๆนอนให้ได้สิทธิภาพทั้งทางร่างกายและทางจิตใจครับ ซึ่งบางเรื่องผมเองก็พึ่งรู้ว่าทำผิดครับ เราลองมาสำรวจและเรียนรู้ไปด้วยกันครับ


1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมจอสกรีน ก่อนนอนทุกชนิด มีงานวิจัยที่ระบุว่า screen time จะรบกวนระบบการนอนของร่างกายของเด็ก เพราะแสงจากหน้าจอเป็นการเลียนแบบแสงจากเวลากลางวันซึ่งจะยับยั้งฮอลโมนเมลาโทนีน (ถูกสร้างโดย ต่อม Pineal gland ในสมอง การหลั่งของเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน เมื่อถึงเวลากลางคืน ความมืดเข้ามาแทนที่ทำให้แสงสว่างหายไปจากจอรับภาพของดวงตา สัญญาณแห่งความมืดก็จะกระตุ้นให้ต่อมไพเนียลทำหน้าที่สังเคราะห์ “เมลาโทนิน” ออกมา เพื่อเตือนให้ร่างกายต้องการพักผ่อนและให้เกิดการง่วงนอนและนอนหลับสนิท) แสงจากจอสกรีนไม่กี่นาทีก็ส่งผลต่อการหลั่งของเมลาโทนีนช้ากว่าเดิมได้หลายเท่า ดังนั้นการถูกรบกวนด้วยแสงดังกล่าวก็จะส่งผลให้นาฬิกาชีวิตของเด็กเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระบบฮอลโมนและระบบประสาทของสมองได้ในที่สุด (1)

หลายคนอาจจะบอกว่าก็ให้ลูกดูการ์ตูนแล้วหลับไป ซึ่งบ้านเราลองหาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าจะมีผลอย่างไรหรือไม่ต่อเด็กๆก็พบข้อมูลที่เหมือนกับข้างต้นครับคือ แทนที่เด็กจะนอนได้เร็วขึ้นกลับนอนหลับได้ช้าเพราะฮอลโมนเมลาโทนินไม่ได้ถูกกระตุ้นออกมาในเวลาที่ควรจะออกครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่งดกิจกรรมจอสกรีนทั้งหมด ผลที่ออกมาจากการเปลี่ยน ลด ละ เลิกคือลูกนอนเร็วขึ้นจริงๆครับ
__________

2. งดดูภาพ สื่อ หรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กกลัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะความกลัวส่งผลต่อการกระตุ้นให้เด็กๆเกิดความรู้สึกที่ตื่นเต้นตื่นกลัว และทำให้รู้สึกหลับได้ยากขึ้น พูดในเชิงวิทยาศาสตร์ก็คือเมื่อร่างกายเกิดความกลัววิตกกังวล อดีนารีนจะถูกหลั่งออกมาซึ่งส่งผลให้เกิดอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น และผลิตออกซิเจนทำให้มีพลังงานในร่างกายที่เพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อตื่นตัว และพร้อมที่จะดิ้นรนต่อสู่ตามสัญชาตญานของแกนสมอง (2) นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความเครียดคลอติโซลสารพิษในสมองหลั่งอกอมาได้อีกด้วย ดังนั้นกลเม็ด เงามืด ตุ๊กแกกินตับ ผีจะมาหลอก ฟ้าร้องฮึมๆ เสียงปริศนา ที่หลอกให้ลูกกลัวแล้วให้อยู่นิ่งหลับตา อาจจะได้ผลบ้างในบางครั้งซึ่งผมก็เคยทำผิดพลาด แต่ระวังผลกระทบที่บอกนะครับ ทางทีดีอย่าให้เด็กๆ รู้สึกเหล่านี้ก่อนเธอจะหลับฝันดี sweet night ในคืนนั้นเลยครับ จากฝันดีอาจกลายเป็นฝันร้ายของเธอตลอดไปก็ได้ครับ
__________

3. สร้างกิจวัตรก่อนนอน : กิจกรรมที่คล้ายๆกันในทุกๆวันให้เป็นกิจวัตร หากอยากให้เด็กๆนอนเร็วขึ้นก็ให้ขยับเวลาเหล่านี้ให้เร็วขึ้นด้วย และชวนเด็กๆมีส่วนร่วม เช่น เลือกชุดนอน เลือกหนังสือที่จะฟังก่อนนอน หรือกิจกรรมการเล่นเบาๆก่อนนอนที่ลูกอยากเล่น จะช่วยให้เด็กๆเรียนรู้ว่าในการควบคุมกิจกรรมของตนเองและเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าถึงเวลาที่จะนอนแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการเชิงบวกที่จะส่งผลต่อการนอนที่มีประสิทธิภาพของเด็กและมีความพันธ์เชิงบวกกับพ่อแม่ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้อย่าลืมอาหารที่รับประทานช่วงเย็นหรือก่อนนอนที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น โคล่า ดาร์กช็อคโกแลต เค้กช็อคโกแลต ที่พ่อแม่อาจจะหลงลืมไปด้วยครับ|

นอกจากนี้ผมก็พึ่งทราบว่าการชวนลูกเต้นหรือกิจกรรมออกกำลังกายก่อนนอนจะทำให้เด็กๆตื่นตัวมากกว่าออกเพลีย ซึ่งจากงานวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายตื่นตัว 2 ชั่วโมงก่อนที่จะมีอาการเพลียง่วงนอน ดังนั้นถ้าจะชวนเต้นชวนเต้นก่อนนอน 2 ชม.นะครับ รับรองหลับสบาย
__________

4. สร้างบรรยากาศที่สงบเงียบก่อนนอน อ่านหนังสือนิทานก่อนนอน เปิดไฟหรี่ๆ งดการเปิดโทรทัศน์ เสียงในห้องนอนให้สงบเงียบ รวมถึงพ่อแม่เองหากมีเรื่องที่ต้องทำหลังจากลูกนอนแนะนำให้นอนพักพร้อมลูกก่อนแล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำ เพราะความกระวนกระวายใจของพ่อแม่เองก็ส่งผลต่อบรรยากาศการนอนของลูกด้วย
__________

5 Be positive: ชวนคุยเรื่องเชิงบวก คือชวนถามว่าวันนี้ลูกสนุกกับอะไรบ้าง แล้วแม่ชื่นชมกับลูกอะไรบ้างในวันนี้ บอกกับเขาว่าค่ำคืนนี้ได้เวลาที่เราจะพักผ่อนแล้วและพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นขึ้นมาทำอะไรสนุกยิ่งกว่าวันนี้อีก มีสิ่งที่น่าสนุกรอเราอยู่ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งการพูดเชิงบวกเหล่านี้จะเป็นพลังที่ดีให้เด็กอิ่มเอมใจและหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
__________

6. ตั้งสติเข้าใความต้องการความปั่นป่วนของเด็ก หลายๆครั้งเราพ่อแม่ผู้ใหญ่อย่างเราก็หงุดหงิดใจกับการจัดการการนอนของเด็กๆ เพราะเราใช้เหตุผลคาดหวังในสิ่งที่เราอยากได้แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยทำให้ลูกนอนเร็วขึ้นหรือนอนหลับลงด้วยสภาวะที่สู่โหมดปกติ เด็กบางคนจะปั่นป่วนสับสนในความต้องการของตัวเองมากในเวลาง่วงนอน หรือเด็กบางคนตื่นร้องไห้กลางดึก เพราะเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายหลายๆอย่าง สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือตั้งสตินึกย้อนกลับว่าถ้าเราเป็นลูกเราต้องการอะไร และต้องการให้พ่อแม่เข้าใจเขาอย่างไน เราจึงจำเป็นต้องแสดงถึงความเข้าใจในความรู้สึกของเด็กๆก่อน เช่น บอกกับเขาว่าแม่เข้าใจนะว่าลูกอยากเล่น งั้นลูกก็เล่นไปนะอีก 5 นาทีเรานอนกันนะ หรือตัวอย่างบทความครั้งที่แล้ว ซึ่งจะเป็นวิธีการเชิงบวกที่ได้ผลลัพท์ที่ดีทั้งความสัมพันธ์และน Outcome ที่เราต้องการ key หลักสำคัญคือทำให้เด็กๆรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ช่วยเหลือให้ลูกสงบอยู่ในอารมณ์ที่เป็นปกติ เข้าใจในความปั่นป่วน มากกว่าที่จะทำโทษและเพิ่มความเครียดกดดันให้กับเด็ก
__________

7 ตอบสนองเมื่อลูกร้องเรียกหา : ตามธรรมชาติเด็กๆจะร้องเรียกหาพ่อแม่เมื่อถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดดเดี่ยว ดังนั้นเมื่อเด็กๆร้องเรียกในกลางดึก แนะนำให้ตอบสนองด้วยเสียงก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อให้เขารับรู้ว่าเราไม่ได้ไปไหนอยู่ใกล้ๆ แล้วกลับเข้ามากอด กล่อมนอนอย่างสงบ ซึ่งไอเดียนี้จะสร้างความไว้วางใจในวิธีการตอบสนองของเราพ่อแม่ได้ลูกจะสงบและกลับไปนอนได้เร็ว เหตุการณ์นี้บ้านณดาเจอหลายหน กลางดึกที่ลูกผวาตกใจตื่นขึ้นมาไม่เจอแม่เพราะแม่อยู่ในห้องน้ำลูกจะร้องเรียกเสียงดัง ผมจะตะโกนกลับไปว่า พ่ออยู่นี่ลูก และรีบจัดการตัวเอง เข้าไปหาลูกใกล้ๆแล้วเธอก็หลับต่อ แล้วเราก็กลับไปทำงานต่อได้
__________

8 กล่อมหลับด้วยกัน ใกล้ชิด ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ลูกสัตว์ที่เป็นเลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทั้งหมดต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่หรือคนเลี้ยงที่เขารัก ซึ่งเด็กๆก็เช่นกัน จึงขอแนะนำว่า ในเวลาที่กล่อมลูกนอนให้อยู่ใกล้ๆ หากจะเดินออกไปไหนหรือทำอะไรบอกลูกก่อนว่าเราจะไปทำอะไรแล้วจะกลับมา เช่น เดี๊ยวแม่ลุกไปปิดไฟห้องน้ำตรงนี้แล้วจะรีบมานอนด้วยกัน แต่ถ้าเด็กๆไม่โอเคหรือเริ่มกังวลก็ให้ละวางภารกิจนั้นก่อนถ้าไม่เร่งรีบมากนัก รอให้หลับสนิทแล้วค่อยลุกไปทำภารกิจที่เราต้องการ สิ่งนี้จะทำให้มี secure attachment ที่ดีกับพ่อแม่อบอุ่นและหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
__________

สรุปแล้วนั้นปัญหาลูกไม่ยอมนอนนั้นเป็นปัญหาที่พ่อแม่ทั่วโลกต่างประสบพบเจอ เพราะหากลองเสิชบทความ บทวิจัยต่างๆมีมากมายเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้นพวกเราเองก็สบายใจได้ในระดับหนึ่งว่านี่คือธรรมชาติของมนุษย์ ที่สัมพันธ์กับการเจริญเติบโตตามวัยของสมองและร่างกาย แต่สิ่งที่มนุษย์ทุกวัยยังคงมีและไม่เคยลดเลือนหายคือความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย อบอุ่นใจในการดำรงชีวิต ดังนั้นแล้วเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์รู้สึกมั่นคงปลอดภัย สบายใจ อบอุ่นใจก็จะสามารถนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ ส่งผลต่อสมอง พัฒนาการ สุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์ในที่สุด
เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกๆคนที่พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลูกน้อยของเราครับ

พ่อโป๊ะ แม่แป้ง
Life Coach และกระบวนกร

______________________
reference

(1) Victoria L. Dunckley M.D. : Screentime Is Making Kids Moody, Crazy and Lazy 6 Ways electronic screen time makes kids angry, depressed and unmotivated: August 2015 https://cdn.psychologytoday.com/…/screentime-is-making-kids…

(2) Kalman Heller, PhD : Sensitive Children Who Develop Significant Anxiety :January 2013, http://psychcentral.com/…/sensitive-children-who-develop-s…/

(3) Gwen Dewar, Ph.D., Nighttime fears in children: A guide for the science-minded and Bedtime problems in children: Solutions for the science-minded parent http://www.parentingscience.com/

(4) Darcia Narvaez Ph.D. : Understanding and Helping Toddler Sleep–Preparing Success You can help toddlers prepare for sleep :https://cdn.psychologytoday.com/…/understanding-and-helping…

(5) Dr. Laura Markham , Peaceful Parent , Happy Kids, How to Stop yelling and start connection, 77-78 , 2013


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s