••• เลี้ยงลูกเราควรลงโทษลูกไหม ? •••

vectorstock_2292690-[Converted]

และควรลงโทษแบบไหนถึงจะถูก?
หรือไม่ควรทำโทษลูกเลยและควรใช้วิธีใด?
เป็นคำถามที่ยังคงถกเถียงกันระหว่างผู้ที่มีความเชื่อว่า
เลี้ยงลูกให้ดีต้องลงโทษ
และผู้ที่เชื่อว่าเลี้ยงลูกให้ดีไม่จำเป็นต้องลงโทษก็ได้

ในความหมายของผม การลงโทษ นั้นหมายถึง…
การทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ลูกรู้สึกเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นทางกาย(การตี การหยิก)
ทางใจ (การใช้คำพูดดุด่า ต่อว่า เพิกเฉย กักบริเวณหรือใช้คำว่า”รัก”มาต่อรอง) โดยหวังว่าลูกจะกลัว ไม่กล้าทำผิดซ้ำและคาดหวังว่าลูกจะสำนึกผิด

จากหนังสือ The geine within (Harry W.Carpenter ผู้เขียน พรรณี ชูจิวงศ์ ผู้แปล) ผมเชื่อมโยงและพบคำตอบที่สอดคล้อง สามารถอธิบายเหตุและผลได้ว่าทำไมการเลี้ยงลูกโดยไม่ลงโทษนั้นถึงดีกว่าและส่งผลดีต่อตัวลูกเองในอนาคต ก่อนอื่น เรามา ลองทำความเข้าใจสมองกันก่อน

ทฤษฎีสมองสามส่วนของ ดร.พอลแมคลีน จำแนกสมองออกเป็น3ระดับตามวิวัฒนาการ ดังนี้
1.สมองสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian)
สมองส่วนนี้พัฒนาขึ้นเพื่อความอยู่รอดเรียนรู้จากการทำซ้ำ
และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่ได้รับการปลูกฝังซ้ำไปซ้ำมาหรือทำบ่อยๆ สมองส่วนนี้ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่เป็นพื้นฐานจำเป็นสำหรับชีวิตเช่น การเต้นของหัวใจ การสืบพันธุ์ การหายใจ การสู้ หรือหนี
.
2.สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammalian)
สมองส่วนนี้ประกอบด้วยอารมณ์ความรู้สึก
สมองส่วนนี้เป็นตัวบอกความรู้สึกว่าเป็นจริง เกิดขึ้นจริงและสำคัญต่อเรา ประมวลผลให้คุณค่าสิ่งต่างๆผ่านทางอารมณ์และประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์
.
3.สมองชั้นนอก (cortex)
เป็นสมองส่วนคิดวิเคราะห์ปัญหาและใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ สมองส่วนนี้จะยังไม่พัฒนาจนกว่าจะอายุ3ปีและพัฒนาไม่เต็มที่จนกว่าจะอายุ 20ปี
.
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตอบได้ว่า ระหว่างสมองกับจิตใจนั้น อะไรเป็นตัวสั่งการทำงานกันแน่ระหว่างสมองหรือจิตใจ ดังนั้น จากทฤษฎีสมอง 3 ส่วน เพื่อง่ายในความเข้าใจขอเรียกผลของการทำงานของสมอง 2 ระดับแรกว่า “จิตใต้สำนึก” และผลการทำงานของสมองชั้นนอก (cortex) ว่า “จิตสำนึก”
.
จิตใต้สำนึก มีพื้นที่ 92% ของพื้นที่ทางสมองและมีความทรงจำไม่จำกัด การทำงานของจิตใต้สำนึกอยู่นอกเหนือการควบคุม ทำงานโดยอัตโนมัติ จิตใต้สำนึกจะพัฒนาและให้คุณค่าผ่านอารมณ์ความรู้สึกต่างๆความรัก ความปิติยินดี ความเกลียด ความโกรธ ความกลัว ความอิจฉา และจิตใต้สำนึกนั้น ไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องในจินตนาการได้
ดังนั้นจิตใต้สำนึกจึงตอบสนองเรื่องจริงกับจินตนาการในแบบเดียวกัน
.
จิตสำนึก มีพื้นที่ทางสมอง 8% และมีความทรงจำที่จำกัด ต้องใช้เวลาในการประมวลผล จิตสำนึกนั้นจะพัฒนาและตีความประสบการณ์ด้วยเหตุและผล
.
จิตสำนึกทำหน้าที่กรองผลกระทบของข้อมูลให้จิตใต้สำนึก และควบคุมจิตใต้สำนึก แต่จิตสำนึกจะยังไม่พัฒนาจนกว่าจะอายุ 3 ปี และพัฒนาไม่เต็มที่จนกว่าจะอายุ 20 ปี
.
กล่าวโดยสรุปคือ จิตใต้สำนึกนั้นมีพลังและขนาดใหญ่กว่าจิตสำนึกมาก ถึงแม้จิตสำนึกจะเป็นตัวควบคุมจิตใต้สำนึกก็ตาม บ่อยครั้งเราจึงมักพบเหตุการณ์ที่เราหักห้ามใจไม่ได้อยู่เสมอๆ หรือที่เรียกว่าอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
.
เคยไหมครับ ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เช่น คนที่โกรธง่ายๆ ขี้โมโห ปี๊ดบ่อยๆกับคนรอบข้าง ผมเชื่อครับว่าเขาไม่ได้อยากเป็นเช่นนั้นหรอกแต่เขาหยุดที่จะโกรธหรือโมโหไม่ได้ (จิตใต้สำนึกแสดงออกมา) เมื่อได้เวลาผ่านไปจากเหตุการณ์นั้นเริ่มได้สติ (จิตสำนึกเริ่มทำงาน) ก็มานึกเสียใจภายหลัง
.
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น เป็นช่วงระหว่างที่สมองส่วนจิตสำนึกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ประสบการณ์ต่างๆที่ส่งผ่านทางอารมณ์ ที่เกิดจากตัวเราเองหรือคนรอบข้างมากระทำกับเรา เช่น โกรธ เกลียด อิจฉา ดีใจ เสียใจ เมื่องอแงก็จะถูกดุ ถูกตี หรือขู่ให้กลัว อารมณ์ลบๆ โกรธเกลียดเหวี่ยงวีน เหล่านี้ ถูกบันทึกและจดจำในจิตใต้สำนึก (กลายเป็นบาดแผลทางใจหรือปม) ที่สำคัญคือจิตใต้สำนึกมีความทรงจำที่ไม่จำกัดอีกด้วย ทำให้เมื่อเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันหรือเหมือนกัน (สะกิดแผลเก่าหรือปม) อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกบันทึกไว้จะถูกเรียกกลับและแสดงออกมาโดยอัตโนมัติ (โกรธหรือปี๊ดแบบหยุดไม่อยู่)
.
ดังนั้นการเลี้ยงลูกที่ไม่ทำโทษนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปมหรือบาดแผลทางใจในอนาคต และไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลในการดำเนินชีวิต
คงไม่มีใครอยากให้ลูกเป็นคนที่ใช้อารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตใช่ไหมครับ
แต่การเลี้ยงลูกโดยไม่ทำโทษไม่ได้หมายความว่าจะตามใจลูกนะครับ ทุกๆครั้งที่ลูกทำผิดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกมา คุณพ่อคุณแม่ต้องสงบและอยู่เคียงข้างเขาคุยกับเขาและสะท้อนอารมณ์ให้ลูกรู้ ด้วยการถามเขาบอกเขา เช่น พ่อรู้ว่าลูกหงุดหงิดโมโห แต่พ่อก็ให้ไม่ได้จริงๆ พ่ออยู่ตรงนี้ข้างๆลูกนี่แหละแต่ให้ลูกทำแบบนี้ไม่ได้จริงๆ เมื่อเขาสงบ เราจึงค่อยบอกเหตุผลและสอนเขา เพียงเท่านี้ ความรุนแรงหรืออารมณ์ลบๆก็ไม่ถูกบันทึกและจดจำลงไปในจิตใต้สำนึกแล้วละครับ….

พ่อโป๊ะ
Life Coach และกระบวนกร

Cr:
-Essential Secrets of Psychotherapy : The Inner Child by Stephen A Diamond Ph.D. psychologytoday.com

-หนังสือ The geine within (Harry W.Carpenter ผู้เขียน พรรณี ชูจิวงศ์ ผู้แปล)


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s