••• Brainwave กับกระบวนการเรียนรู้ •••

905646_1698378787041182_8310418603156677460_o

เคยนำเสนอเรื่องนี้มาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ในวันนี้ขอเพิ่มเติมความรู้ของ brainwave มาอีกนิดนะคะ เพื่อเพิ่มความเข้าใจมากขึ้นไปอีก
ในหลายๆ ศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาและการเรียนรู้มนุษย์จะพูดถึงหรือเชื่อมโยง brainwave อยู่หลายๆประเด็นที่อยากนำมาบอกต่อเพราะจะมีประโญชน์ต่อการดูแลลูกๆของเรามากค่ะ
.
คลื่นสมองคืออะไร
เนื่องด้วยสมองของเราประกอบไปด้วยเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ประสาท อยู่ในส่วนต่างๆของพื้นที่สมอง เพื่อให้ไซแนบเกิดการเชื่อ่ต่อและทำปฎิกิริยา firing กัน จึงจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าของสมองเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อสื่อสารกัน การรวมตัวกันของกิจกรรมทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสมองนั้นจึงเรียกว่า brainwave หรือคลื่นสมองนั่นเอง ที่เรียกว่าคลื่นเนื่องจากวงจรการทำงานนั้นเหมือนคลื่นในธรรมชาติที่เรารู้จัก ซึ่งสามารถวัดคลื่นความถี่ได้จากเครื่องมือ EEG คลื่นสมองจะอยู่หลายระดับ และเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรอยู่หรือรู้สึกอะไรอยู่ มีสติ หรือคิดอะไรอยู่ ณ ขณะนั้น (1)

คลื่นสมองจะทำให้เราเข้าใจและเชื่อมโยงกับช่วงระยะหรือช่วงขณะนั้นๆของเรากับกิจกรรมที่เราดำเนินอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อการเรียนรู้และการรับรู้ของสมองในรูปแบบที่แตกต่างกันในระดับของคลื่น อาจจะไม่ต้องวัดหรือต้องชี้ชัดว่าตอนนี้คลื่นไหนด้วยเครื่องมือวัดออกมาเป็นตัวเลข แต่หากเรารู้และเข้าใจในกระบวนการทำงานของคลื่นที่ถูกวิจัยมาแล้วก็จะทำให้เรารู้ว่าเราจะดูแลปรับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและลูกได้อย่างไร หรือจัดกิจกรรมใดๆกับลูกๆของเราเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยค่ะ
.
ในที่นี้จะขอพูดถึงคลื่นพื้นฐานอยู่ 4 ระดับนะคะ
.
1. เบต้า (12-30 Hz) เป็นคลื่นที่เราใช้ในชีวิตประจำวันที่มีสติตื่นตัว และเป็นระดับจิตสำนึก conscious แบบหยาบๆ ในจิตที่ให้ความสนในกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว ตื่นตะหนก ตกใจ เพ่งคิดหาทางออก เร่งรัดการตัดสินใจใดๆหรือแม้แต่ ความโกรธ หงุดหงิด ความกลัว ภาวะซึมเศร้า กังวล ก็ยังเชื่อมโยงกับระดับเบต้าและส่งผลต่อรูปแบบการคิดของเราแบบโหมดอัตโนมัติ
.
2. อัลฟา (8-12 Hz) เป็นระดับที่มีสติในตื่นรู้ในระดับ conscious ที่ลึกขึ้น เทียบง่ายๆกับการนั่งสมาธิ ฝันกลางวัน อยู่ในโหมดเบาๆสบายๆ สงบ หรือเรียงว่า slowmode slowlife นั่นเอง

3. เธต้า (4- 8 Hz) เป็นคลื่นสมองที่ช้ามาและอยู่ระดับการทำสมาธิขึ้นลึก บางสายก็บอกว่าระดับนี้เป็นระดับจิตสำนึกขั้นสูง แต่บางสำนักก็บอกว่าเป็นจิตไร้สำนึกแบบที่สามารถเข้าไปสู่คลังของการคิดสร้างสรรค์แบบไร้ขีดจำกัด และระงับอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก
.
4. เดลต้า (0.5-4 Hz) เป็นคลื่นที่ช้าที่สุด กิจกรรมที่ชัดที่สุดคือการหลับแบบสนิท นอกจากนี้ระดับเดลต้านี้ เป็นระดับของจิตใต้สำนึก เซลล์ในร่างกายทำงานซ่อมแซมเติบโตผลิตฮอลโมน และส่วนมากเด็กทารกจะอยู่งในช่วงนี้ค่อยข้างมากกว่าผู้ใหญ่
.
เมื่อรู้จักคลื่นทั้ง 4 นี้แล้วเราจะใช้ประโยชน์ตรงนี้ต่อยังไงดี
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองพูดถึงคลื่นในระดับอัลฟ่าว่าเป็นคลื่นที่อยู่ในสภาวะที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและสมองพร้อมเปิดรับการเรียนรู้ เนื่องจากระดับอัลฟ่าจะทำให้มนุษย์อยู่ในสภาวะที่นิ่ง สงบ และคลื่นความถี่ช้าลง หลายๆศาสตร์จึงหลักการนี้มาใช้เพื่อฟื้นฟู เยียวยาผู้ที่มีปัญหาในด้านสุขภาพจิตและความคิดให้อยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น เช่น ศาสตร์ทางจิตเวช ศาสตร์ทางด้านจิตวิเคราะห์ สะกดจิต หรือการเข้า trance ใน NLP

ในเชิงของการเรียนรู้และการเลี้ยงเด็ก ทำให้เราเห็นได้เข้าใจชัดขึ้นว่าในระดับของคลื่นสมองนั้นเราสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมใดๆได้บ้างเกี่ยวกับการเล่นและการสอนเด็กๆ ซึ่งขอสรุปตามนี้ค่ะ

1. สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้และการรับรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง บรรยาการ เสียง หรือความสงบในบ้านมีผลต่อสมองของลูก อาจจะเปิดเพลงเบาๆ สบายๆ ประกอบ สังเกตง่ายๆจากร้านสปาหรือสถานที่ปรับคลื่นสมองในทุกๆศาสนาจะมีองค์ประกอบของสถานที่บรรยากาศที่เอื้อต่อการเข้าสู่โหมดที่ทำให้คลื่นสมองปรับจากเบต้าเป็นอัลฟ่า เพื่อให้สงบ พักผ่อน และเกิดการเรียนรู้ระดับที่มีคุณภาพ นอกจากนี้แม่ที่ตั้งครรภ์ก็เป็นสิ่งแวดล้อมหนึ่งของทารกในครรภ์ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแม่ตั้งครรภ์ถึงควรฟังเพลงสบายๆ หรือเพลงคลาสสิคเพื่อปรับคลื่นสมองของตัวเองและทารกในครรภ์

2. ปรับอารมณ์ของพ่อแม่ ก่อนปรับลูก ก่อนที่จะพูดถึงว่าเราจะปรับลูกให้อยู่ในอัลฟ่าลงไปนั้นได้อย่างไร อยากให้นำพาตัวเราเองไปสู่คลื่นที่สงบเสียก่อน ทำตัวเองให้ผ่อนคลายสบายๆก่อนนะคะ เรื่องที่หนักที่เครียดแนะนำให้ timeout กับตัวเองก่อนเลย หาทางวิถีทางที่เราถนัด เช่น ฟังเพลง อาบน้ำ ดูรูปถ่ายของลูกยามน่ารัก ถ้าใครยังไม่เก็ตว่าทำไมต้องปรับคลื่นด้วยล่ะ ยกตัวอย่างนะคะว่า สังเกตไหมคะเวลาลืมวางของตรงไหนสักทีแต่คิดไม่ออกหาไม่เจอ พยายามนึกก็นึกไม่ออกแต่พอเราลืมๆ คลื่นสมองปรับสู่ความนิ่งขึ้นเราอาจจะนึกออกตอนอึในห้องน้ำหรืออาบน้ำเป็นต้นค่ะ จุดนี้สำคัญสุดเพราะพลังความสงบของเราก็คือสิ่งแวดล้อมของลูกนั่นเอง ถ้าแม่ไม่สงบจิตสงบใจอย่าคาดหวังว่ากระจกบานน้อยตรงนั้นจะสงบได้เองนะคะ

3. ก่อนสอนเข้าใจก่อนว่าลูกพร้อมเรียนรู้ไหม หลายคนชอบสอนตอนลูกร้องแล้วมักจะบ่นลูกเสมอว่า สอนแล้วทำไมไม่จำ ก็บอกไปแล้ว บรา บรา บรา … ก็ตอนเค้าร้องไห้ เค้ากลัวเค้าเครียด ลูกเค้าอยู่ในเบต้าแล้วล่ะค่ะ คลื่นมันวิ่งเร็วถี่มาก กาเรียนรู้เกิดอย่างหยาบๆค่ะ (เช่น ถ้าไม่อยากรู้สึกกลัวต้องไม่ทำ) ไม่มีประสิทธิภาพ แถมยังได้แพทเทินของอารมณ์ลบๆในการแก้ปัญหาชีวิตไปใช้ยามโตเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ ส่วนวิธีการยังไงดูแลสอนลูกยังไง ก็ตามที่เคยเขียนในบทความต้นๆไปแล้วว่า connect กันก่อนนะคะ ปรับโหมดให้ลูกสงบก่อนแล้วค่อยสอนค่อยบอกกัน
.
4. คลื่นที่ช้ามาก ลึกมากไม่ได้แปลว่า เราจะเข้าถึงได้ยาก ดังที่บอกข้างต้นพลังของการจิตนาการ และพลังภายในจิตใจอยู่ในคลื่นที่มีความถี่ช้ามากๆ ใครที่เคยมีสภาวะปิ๊งแวป เมื่อปล่อยให้ตัวเองไม่ได้คิดอะไรมาก หรือเข้า trance สู่สภาวะจิตที่ลุ่มลึก เข้าไปเชื่อมโยงกับจิตระดับใต้สำนึก (ถ้าใครเคยมา workshop กับบ้านณดาแล้วช่วงเข้า trance บางคนสัมผัสได้ถึงพลังภายใน) ดังนั้นกิจกรรมที่เราสามารถทำได้กับลูก เช่น ก่อนนอนพูดชมในสิ่งที่ดีกับเขา เช่น วันนี้หนูน่ารักอย่างไร อาจารย์ท่านหนึ่งเคยแนะนำว่า ก่อนนอนเคลิ้มๆให้อ่านนิทานที่เป็นคติสอนใจ เพราะระดับสภาวะคลื่นที่สงบและลุ่มลึกแม้ระดับจิตสำนึกจะไม่รับรู้ แต่คลื่นเหล่านั้นสามารถส่งข้อมูลไปยังระดับจิตใต้สำนึกที่มีพลังมากมายมหาศาลและคงอยู่เป็นทรัพยากรที่ดีงามจนเติบโต และจะถูกดึงมาใช้เมื่อชีวิตต้องการทรัพยากรข้อมูลเหล่านี้ในยามที่ต้องก้าวข้ามกับบทเรียนหรืออุปสรรค นอกจากนี้เราสามารถพูดสิ่งดีๆกับทารกหรือเด็กเล็กๆที่กำลังหลับได้ด้วยเช่นกันค่ะ
.
ทั้งนี้การชวนให้เด็กๆได้ใช้จิตนาการในเรื่องดีๆจะช่วยทำให้สมองปรับคลื่นและรับรู้เสมือนเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เช่น บรรยากาศสบายๆ ชวนให้ลูกนึกถึงสถานที่ที่ลูกชอบ ถ้าเด็กโตชวนถามถึงโอกาส ความฝันต่างๆในชีวิตของเขา ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สมองอยู่ในสภาวะคลื่นที่สงบขึ้นแล้วยังสร้างพลังให้เกิดความเชื่อและอารมณ์เชิงบวกในทักษะชีวิตของเขาได้ด้วย
.

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งสั้นๆ จากที่บ้านเราได้อ่านและฝึกฝนตัวเองมาบ้าง เมื่อเทียบกับความรู้ในเรื่องของคลื่นสมองนี้ที่ค่อนข้างละเอียดและนำมาพูดถึงในหลายๆแขนง อยากให้พ่อแม่ได้เข้าใจและเชือมโยงกับกิจกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่
.
หลายอย่างที่ไม่สัมฤทธิ์ผลสักทีอาจมีที่มาว่าเราไม่รู้ เลยใช้วิธีการที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสมอง แต่เมื่อเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมตรงนี้แล้ว ลองนำไปปรับเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ดูให้เหมาะสมแต่ละบริบทของที่บ้าน ก็อาจจะได้ผลในทางที่ดีขึ้นค่ะ
.
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เป็นจริงที่สุดที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ “ความสงบภายในจิตใจเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญญาและสภาวะจิตและสภาวะกายที่มีพลังพร้อมจะเติบโตและแข็งแรง”
“If you go deep enough into the way of peace, you find power.” เมื่อใดที่คุณอยู่ในวิถีที่สงบลุ่มลึกเพียงพอ คุณจะได้พบเจอกับพลัง ~DEEPAK CHOPRA

สภาวะจิตดีชีวิตดีแน่นอนค่ะ
แม่แป้ง

Referrence : (1) https://www.psychologytoday.com/blog/the-athletes-way/201504/alpha-brain-waves-boost-creativity-and-reduce-depression
(2)http://thoughtmedicine.com/
(3)http://www.renewal.ca/nlp55.html


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s