••• Brainwave กับกระบวนการเรียนรู้ •••

เคยนำเสนอเรื่องนี้มาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ในวันนี้ขอเพิ่มเติมความรู้ของ brainwave มาอีกนิดนะคะ เพื่อเพิ่มความเข้าใจมากขึ้นไปอีก ในหลายๆ ศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาและการเรียนรู้มนุษย์จะพูดถึงหรือเชื่อมโยง brainwave อยู่หลายๆประเด็นที่อยากนำมาบอกต่อเพราะจะมีประโญชน์ต่อการดูแลลูกๆของเรามากค่ะ . คลื่นสมองคืออะไร เนื่องด้วยสมองของเราประกอบไปด้วยเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ประสาท อยู่ในส่วนต่างๆของพื้นที่สมอง เพื่อให้ไซแนบเกิดการเชื่อ่ต่อและทำปฎิกิริยา firing กัน จึงจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าของสมองเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อสื่อสารกัน การรวมตัวกันของกิจกรรมทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในสมองนั้นจึงเรียกว่า brainwave หรือคลื่นสมองนั่นเอง ที่เรียกว่าคลื่นเนื่องจากวงจรการทำงานนั้นเหมือนคลื่นในธรรมชาติที่เรารู้จัก ซึ่งสามารถวัดคลื่นความถี่ได้จากเครื่องมือ EEG คลื่นสมองจะอยู่หลายระดับ และเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรอยู่หรือรู้สึกอะไรอยู่ มีสติ หรือคิดอะไรอยู่ ณ ขณะนั้น (1) คลื่นสมองจะทำให้เราเข้าใจและเชื่อมโยงกับช่วงระยะหรือช่วงขณะนั้นๆของเรากับกิจกรรมที่เราดำเนินอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อการเรียนรู้และการรับรู้ของสมองในรูปแบบที่แตกต่างกันในระดับของคลื่น อาจจะไม่ต้องวัดหรือต้องชี้ชัดว่าตอนนี้คลื่นไหนด้วยเครื่องมือวัดออกมาเป็นตัวเลข แต่หากเรารู้และเข้าใจในกระบวนการทำงานของคลื่นที่ถูกวิจัยมาแล้วก็จะทำให้เรารู้ว่าเราจะดูแลปรับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและลูกได้อย่างไร หรือจัดกิจกรรมใดๆกับลูกๆของเราเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยค่ะ . ในที่นี้จะขอพูดถึงคลื่นพื้นฐานอยู่ 4 ระดับนะคะ . 1. เบต้า (12-30 Hz) เป็นคลื่นที่เราใช้ในชีวิตประจำวันที่มีสติตื่นตัว และเป็นระดับจิตสำนึก conscious แบบหยาบๆ ในจิตที่ให้ความสนในกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว ตื่นตะหนก ตกใจ เพ่งคิดหาทางออก เร่งรัดการตัดสินใจใดๆหรือแม้แต่ ความโกรธ หงุดหงิด … More ••• Brainwave กับกระบวนการเรียนรู้ •••

Review+How to เรียนภาษาจากครูเจ้าของภาษาทั่วโลกด้วย Italki

ก่อนอื่นขอเล่าที่มาที่ไปให้หลายๆคนทราบก่อนว่า เวปนี้คืออะไรและมีที่มาที่ไปจากไหน พอดีว่าเราอยากปัดฝุ่นภาษาอังกฤษของเราที่ไม่ค่อยได้ใช้พูดได้ใช้ฟังมานานเหมือนกัน แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยมั่นใจ เลยนึกถึงสมัยก่อนจะมีโปรแกรมที่บริษัทให้ได้คุยกับอาจารย์ฝรั่งทางโทรศัพท์ทุกๆสัปดาห์ ครั้งละ 15 นาที ซึ่งคิดว่าวิธีการนี้ทำให้เราได้ฝึกฟังฝึกพูดสื่อสารกับครูได้จริง จึงเปิด google หาวิธีการแบบนี้ก็ปรากฎว่าไปเจอในโพสของ pantip เกี่ยวกับวิธีการเรียนแบบที่ไม่ต้องไปสถาบัน ก็มีคนแนะนำเวป italki นี้แล้วกดเข้าไปเล่นๆ ปรากฎว่าหลงทาง  หาทางออกไม่ได้อยู่นาน ติดใจแล้วก็ตอบโจทย์มากๆๆ ตอบโจทย์ยังไง คือ เลือกครูได้เท่าที่เราต้องการ ครูเจ้าของภาษาหรือครูฟิลิปปิน ชั่วโมงบินกี่ครั้งๆเลือกได้เลยฃ เลือกราคาอัตราค่าเรียนได้ตามที่เราสะดวก จะถูกจะแพงมีหมดค่ะ เลือกเวลาได้ตามที่เราสะดวก จะวางแผนสั้นวางแผนยาวๆก็แล้วที่แต่ที่เราว่าง บางทียิ่งเป็นพ่อแม่ลูกเล็กก็อยากเรียนแต่ก็ต้องรอลูกหลับบ้างอะไรบ้าง ก็สามารถเลือกเป็นวันต่อวัน วีคต่อวีคได้เลยถ้าครูตารางว่าง match กับเรา เรียนแล้วไม่ปลื้ม เปลี่ยนครูได้จ้า ไม่ต้องเกรงใจไม่ต้อง เครียดกันยาวๆ ไม่ match กับเราก็เลือกกันใหม่ create กับครูได้ว่าเราอยากได้อะไรจากการเรียนแบบยาวๆหรือสั้นๆก็ได้ เช่น เรียนครั้งนี้เพราะอยากฝึกเขียนให้เก่ง หรืออยากพูดให้เก่ง  หรือsession ของณดาครูก็แนะนำให้แยก session เป็นครั้งละ 15 นาที จะเหมาะกับเด็กเล็กมากกว่า ส่วนอีก 15 … More Review+How to เรียนภาษาจากครูเจ้าของภาษาทั่วโลกด้วย Italki

••• เลี้ยงลูกเราควรลงโทษลูกไหม ? •••

และควรลงโทษแบบไหนถึงจะถูก? หรือไม่ควรทำโทษลูกเลยและควรใช้วิธีใด? เป็นคำถามที่ยังคงถกเถียงกันระหว่างผู้ที่มีความเชื่อว่า เลี้ยงลูกให้ดีต้องลงโทษ และผู้ที่เชื่อว่าเลี้ยงลูกให้ดีไม่จำเป็นต้องลงโทษก็ได้ ในความหมายของผม การลงโทษ นั้นหมายถึง… การทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ลูกรู้สึกเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นทางกาย(การตี การหยิก) ทางใจ (การใช้คำพูดดุด่า ต่อว่า เพิกเฉย กักบริเวณหรือใช้คำว่า”รัก”มาต่อรอง) โดยหวังว่าลูกจะกลัว ไม่กล้าทำผิดซ้ำและคาดหวังว่าลูกจะสำนึกผิด จากหนังสือ The geine within (Harry W.Carpenter ผู้เขียน พรรณี ชูจิวงศ์ ผู้แปล) ผมเชื่อมโยงและพบคำตอบที่สอดคล้อง สามารถอธิบายเหตุและผลได้ว่าทำไมการเลี้ยงลูกโดยไม่ลงโทษนั้นถึงดีกว่าและส่งผลดีต่อตัวลูกเองในอนาคต ก่อนอื่น เรามา ลองทำความเข้าใจสมองกันก่อน ทฤษฎีสมองสามส่วนของ ดร.พอลแมคลีน จำแนกสมองออกเป็น3ระดับตามวิวัฒนาการ ดังนี้ 1.สมองสัตว์เลื้อยคลาน (reptilian) สมองส่วนนี้พัฒนาขึ้นเพื่อความอยู่รอดเรียนรู้จากการทำซ้ำ และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่ได้รับการปลูกฝังซ้ำไปซ้ำมาหรือทำบ่อยๆ สมองส่วนนี้ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่เป็นพื้นฐานจำเป็นสำหรับชีวิตเช่น การเต้นของหัวใจ การสืบพันธุ์ การหายใจ การสู้ หรือหนี . 2.สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammalian) สมองส่วนนี้ประกอบด้วยอารมณ์ความรู้สึก สมองส่วนนี้เป็นตัวบอกความรู้สึกว่าเป็นจริง เกิดขึ้นจริงและสำคัญต่อเรา ประมวลผลให้คุณค่าสิ่งต่างๆผ่านทางอารมณ์และประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์ . … More ••• เลี้ยงลูกเราควรลงโทษลูกไหม ? •••

•••เมื่อไม่ลงโทษ -แล้ว Authority จะยังมีหรือไม่•••

•••เมื่อไม่ลงโทษ -แล้ว Authority จะยังมีหรือไม่••• _____________________________________ สืบเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว มีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านสงสัยการเลี้ยงลูกแบบไม่ต้องใช้วิธีลงโทษ แล้วพ่อแม่จะมี Authority กับลูกได้อย่างไร? “Authority” ถ้าแปลตรงตัวว่า “อำนาจ”หรือ”ผู้มีอำนาจ” แล้วทำไมคุณพ่อ คุณแม่ถึงต้องใช้วิธีลงโทษลูกเพื่อแสดงถึงความมีอำนาจเหล่านั้นด้วยล่ะ? ในเมื่อธรรมชาติได้สร้างให้คุณมี Authority ของความเป็นพ่อและแม่อยู่แล้ว ลูกต้องการการปกป้องดูแลทั้งทางกายและจิตใจ แต่ด้วยความคิดความเชื่อและความกลัวบางอย่างของเราเองหรือเปล่าที่ทำให้เราเลือกที่ใช้วิธีลงโทษลูกเพื่อแสดงอำนาจว่านี่ฉันเป็นแม่ของเธอ เป็นผู้มีอำนาจเหนือเธอ แต่ในมุมกลับกันการลงโทษเสียอีกที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ Authority ของพ่อแม่ที่มีต่อลูกลดลง ผมมีความในใจจากคุณแม่ท่านหนึ่งที่อนุญาตให้ผมเผยแผร่และบอกต่อถึงความรู้สึกในสมัยวัยเด็กเพื่อให้เราได้เข้าใจกลไกของการใช้อำนาจปกครองลูกจนเกิดความคิดหนึ่งในเด็กนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา _____________ “แม่ไม่เคยชม หรือถ้าจะเคย ก็จะชมแบบผ่านๆ สไตล์คนยุคเก่า ที่ไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับที่ว่า สิ่งที่เราริเริ่มคิดเองและทำได้เป็นอย่างดี คุณแม่กลับบอกว่า เราทำได้ดีเพราะคำแนะนำหรือแรงสนับสนุนจากท่าน (คงไม่ต้องบอกนะคะ ว่าความจริงไม่ใช่อย่างนั้น) . – ไม่ว่าอยากจะริเริ่มทำอะไร พ่อแม่จะบอกถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ และลงท้ายว่า “ทำไม่ได้หรอก” มันคือคำสะกดจิตค่ะ มันคือคำต้องสาป ทำให้เรากังวลกับทุกสิ่งไปต่างๆนานา หลายสิ่งที่เรายอมรับว่าถอดใจไปง่ายเพียงเพราะเจออุปสรรคเพียงเล็กน้อย . – แม่อยากให้ทำอาหารเป็น อยากให้เข้าครัว ทุกครั้งที่เราเริ่มจับมีดหั่น แม่จะเข้ามาชี้นิ้วว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ทุกครั้งที่เราจับตะหลิว แม่จะเข้ามาจับมือว่าต้องสะบัดข้อมือแบบนี้นะ … More •••เมื่อไม่ลงโทษ -แล้ว Authority จะยังมีหรือไม่•••

💕💕ข้อคิดจากคุณแม่ลูกสอง 💕💕

ผมมีข้อความโพสที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูก 2 โดยผมขออนุญาตจากคุณแม่ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆทีไ่ด้เรียนรู้ในการใช้วิธีเลี้ยงลูกเชิงบวกหรือ‪#‎AttachmentParenting‬ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เผชิญของการเป็นคุณแม่ลูกสองท่านนี้แล้ว เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านต่อไปครับ _________________________________ วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องลูกและขอบคุณพ่อโป๊ะแม่แป้งและสมาชิกของคลับ Happy to play and Learn kids คะ (เรื่องยาวไปหน่อยนะคะ ต้องขอโทษด้วยคะ แต่อยากแชร์คะ) . เคยแชร์ปัญหาเรื่องลูกแฝด ชายหญิงอายุ 2.11 ด. ปัญหาคือแฝดพี่ไม่แบ่งของเล่น กัด ข่วน น้องเวลาน้องมาหยิบของเล่น คนในครอบครัวแนะนำให้ตีมือ และตบปากน้องริว เพื่อสอนให้รู้ว่าห้ามกัดน้อง แม่ก็ทำคะ เวลาพี่กัดหรือข่วนน้อง แม่จะเสียงดัง รวมถึงตีมือและบอกคนพี่ว่า อย่าทำน้อง แรกๆ ทำก้อไม่มีอะไรคนพี่แค่มอง แต่พอหลายครั้งต่อมา คนพี่เริ่มกลัวและตกใจในสิ่งที่แม่เสียงดังและตี จนร้องไห้และฉี่โดยอัตโนมัติ จนแม่เองก้อตกใจที่ลูกฉี่ราดจึงหยุดเสียงดัง และไม่กล้าเสียงดังใส่เวลาเค้ากัดน้อง แต่มันกลายเป็นกลไกที่สมองเค้าสั่งไปแล้วว่า เวลาแม่เสียงดังใส่ เค้าจะพูดว่าฉี่และฉี่เลย เพราะรู้ว่าถ้าทำแบบนี้ แม่จะไม่เสียงดังและเพื่อให้แม่สนใจ ….เป็นปัญหาสิคะทีนี้ เราไม่รู้จะแก้ไขปัญหาคนพี่ยังไง . จนกระทั่งได้มาแชร์เรื่องในคลับ ซึ่งสมาชิกหลายคนในคลับคอมเม้นมาให้คำแนะนำเยอะมากคะ ซึ่งต้องขอบคุณทุกคนตรงนี้ด้วยคะ และวันนั้นเอง ก้อได้คุยกับพ่อโป๊ะเป็นครั้งแรก พ่อโป๊ะให้คำปรึกษาดีมาก … More 💕💕ข้อคิดจากคุณแม่ลูกสอง 💕💕

💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕

💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕 ____________________ เมื่อค่ำคืนนี้ก่อนณดานอน ในช่วงระหว่างที่ลูกเล่นบทบาทสมมติคนเดียวบนเตียง พ่ออาบน้ำ แม่เดินเก็บของในห้องอยู่ไม่ห่าง จู่ๆไฟในห้องก็ดับพรึ๊บ!!… ความมืดมิดในห้องแบบมืดสนิท จนเห็นแสงดาวสะท้อนแสงตกแต่ง บนผนังฝ้าสว่างอย่างชัดเจน ณดาเงียบมากไม่ส่งเสียงใดๆ แต่แน่นอนคือเธอคงกลัวและตกใจ แม่ส่งเสียงเรียกลูก เพื่อให้รู้ว่าแม่อยู่ใกล้ๆและกำลังเดินไปหา เธอก็ส่งเสียงตอบรับและบอก ณดา: “แม่หนูกลัว” แม่: “จ๊ะมันคือความกลัว แม่เข้าใจความรู้สึกหนูตอนนี้นะจ๊ะ” เรากอดกันแน่น แม่: “แม่จะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนนะ” ณดา: “ค่ะ” แม่ : “ดูสิความมืดก็ทำให้เรามองเห็นดาวด้วยนะสวยจัง” จนไฟสว่างกลับมาเธอยังดูตกใจไม่หาย ก็ดูแลความรู้สึกจนเริ่มผ่อนความกลัวลง สักพักเธอทำท่าทางโมโหอะไรบางอย่างและพูดว่า… “มาเลยถ้าไฟดับอีกชั้นจะจัดการจับตีๆๆให้เลยหึ!!” (อารมณ์ทะเลาะกับอะไรบางอย่างตามประสาเด็กสามขวบ) ‘ ตอนนั้นเข้าใจว่านี่คือกลไกทางสมอง ส่วนที่เป็นสมองของการป้องกันตัวเองให้ระงับความกลัวไปได้ตามสัญชาตญาน แต่คิดว่าถ้าปล่อยให้ลูกเข้าใจต่อสู้กับอะไรที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตที่แท้จริงอย่างนี้ เขาอาจจะกลายเป็นคนที่โทษแต่คนอื่น โทษสิ่งของ โทษความมืด ต่างๆนานา แทนที่จะหันมาเรียนรู้จัดการกับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเอง (เหมือนเคสที่เด็กๆล้มแล้วสอนให้ตีพื้น สะดุดของเล่นก็โทษของเล่น) ในเหตุการ์ณที่ควบคุมไม่ได้นี้จึงสอนเมื่อเค้าเริ่มสงบ แล้วใช้วิธีการสอนแนวเลี้ยงลูกเชิงบวก และแนวทางของ by Daniel J. Siegel, Tina Payne Bryson จากหนังสือ … More 💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕

💕💕 Attachment Parenting 💕💕

💕💕 Attachment Parenting 💕💕 _______________________________ บ้านณดา (Nada’s Home) ได้เปลี่ยนชื่อ Page เป็น Attachment Parenting by BaanNada เพื่อให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นถึงแนวการเลี้ยงลูกและกิจกรรมต่างๆที่อยากแบ่งปันสู่ทุกๆคนค่ะ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า Attachment Parenting คืออะไร ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็อาจจะมีความหมายว่า “การเลี้ยงลูกผูกพันธ์ด้วยสายใยทางใจ” ซึ่งจริงๆแล้วในบทความและเรื่องราวที่เพจบ้านณดาถ่ายทอดมุมมองการเลี้ยงลูกที่ผ่านมา ที่เราได้อ่านและศึกษารวมถึงแนวทางของการเป็น Life coach ให้ลูก และลองลงมือปฏิบัติมาตลอด 3 ปีก็พบว่า แท้จริงแล้วก็สอดคล้องกับแนวทางของ Attachment Parenting นั่นเอง ดังนั้นจึงขอนำเสนอ 8 องค์ประกอบหลักของการเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกผูกพันธ์ด้วยสายใยทางใจว่ามีอะไรบ้างซึ่ง 8 แนวทางนี้รวบรวมองค์ประกอบโดย Attachment Parenting International Organization ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกเริ่มกำลังหันมาเลี้ยงลูกเชิงบวกในแนวนี้หรือบางประเทศเรียกว่าครอบครัว AP ค่ะ ทีนี้พวกเราลองสำรวจดูว่าได้ใช้หลัก 8 ประการนี้ในการเลี้ยงลูกหรือไม่ ถ้าใช่ล่ะก็ ชวนมาเกาะกลุ่มเรียนรู้การเป็นพ่อแม่ AP ไปด้วยกันนะคะ ‘ 1. … More 💕💕 Attachment Parenting 💕💕

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับแบบฉบับพ่อแม่เชิงบวก

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับแบบฉบับพ่อแม่เชิงบวก ## ภาคต่อจากตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน ______________ ตามคำสัญญาครับ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมและแม่แป้งช่วยกันอ่านบทความวิจัยทางการแพทย์และจิตวิทยา ประสาทวิทยา จากหลายๆเวปและหนังสือ และพยายามสรุปออกมาให้ทุกท่านได้อ่านเผื่อเป็นประโยชน์กับหลายๆบ้านที่กำลังหาแนวทางเชิงบวกในการพาลูกๆนอนให้ได้สิทธิภาพทั้งทางร่างกายและทางจิตใจครับ ซึ่งบางเรื่องผมเองก็พึ่งรู้ว่าทำผิดครับ เราลองมาสำรวจและเรียนรู้ไปด้วยกันครับ ‘ 1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมจอสกรีน ก่อนนอนทุกชนิด มีงานวิจัยที่ระบุว่า screen time จะรบกวนระบบการนอนของร่างกายของเด็ก เพราะแสงจากหน้าจอเป็นการเลียนแบบแสงจากเวลากลางวันซึ่งจะยับยั้งฮอลโมนเมลาโทนีน (ถูกสร้างโดย ต่อม Pineal gland ในสมอง การหลั่งของเมลาโทนินเกี่ยวข้องกับช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน เมื่อถึงเวลากลางคืน ความมืดเข้ามาแทนที่ทำให้แสงสว่างหายไปจากจอรับภาพของดวงตา สัญญาณแห่งความมืดก็จะกระตุ้นให้ต่อมไพเนียลทำหน้าที่สังเคราะห์ “เมลาโทนิน” ออกมา เพื่อเตือนให้ร่างกายต้องการพักผ่อนและให้เกิดการง่วงนอนและนอนหลับสนิท) แสงจากจอสกรีนไม่กี่นาทีก็ส่งผลต่อการหลั่งของเมลาโทนีนช้ากว่าเดิมได้หลายเท่า ดังนั้นการถูกรบกวนด้วยแสงดังกล่าวก็จะส่งผลให้นาฬิกาชีวิตของเด็กเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระบบฮอลโมนและระบบประสาทของสมองได้ในที่สุด (1) ‘ หลายคนอาจจะบอกว่าก็ให้ลูกดูการ์ตูนแล้วหลับไป ซึ่งบ้านเราลองหาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าจะมีผลอย่างไรหรือไม่ต่อเด็กๆก็พบข้อมูลที่เหมือนกับข้างต้นครับคือ แทนที่เด็กจะนอนได้เร็วขึ้นกลับนอนหลับได้ช้าเพราะฮอลโมนเมลาโทนินไม่ได้ถูกกระตุ้นออกมาในเวลาที่ควรจะออกครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่งดกิจกรรมจอสกรีนทั้งหมด ผลที่ออกมาจากการเปลี่ยน ลด ละ เลิกคือลูกนอนเร็วขึ้นจริงๆครับ __________ ‘ 2. งดดูภาพ สื่อ หรือกิจกรรมที่ทำให้เด็กกลัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะความกลัวส่งผลต่อการกระตุ้นให้เด็กๆเกิดความรู้สึกที่ตื่นเต้นตื่นกลัว และทำให้รู้สึกหลับได้ยากขึ้น พูดในเชิงวิทยาศาสตร์ก็คือเมื่อร่างกายเกิดความกลัววิตกกังวล … More สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเพื่อกล่อมลูกนอนหลับแบบฉบับพ่อแม่เชิงบวก

ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน

ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน _______________________ ลูกนอนดึกหรือลูกไม่ยอมนอนเป็นหนึ่งในปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านกังวลใช่ไหมครับ มีหลายท่านถามถึงวิธีการ ว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งผมเองก็ถือว่าเป็น challenge หนึ่งของบ้านเราเช่นกัน . ณดาในวัย 3 ขวบเริ่มนอนดึกและไม่ยอมนอนบางครั้งกว่าจะนอนเกือบ4ทุ่มครึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนณดาจะนอนง่ายมาก บางครั้งขอนอนเอง และถ้าเขาไม่ยอมนอนเอง วิธีที่ผมใช้คือการอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง และเล่นแฟลชการ์ดก่อนนอน พอณดาเริ่มโตขึ้น นิทานกับแฟลชการ์ดเริ่มไม่ได้ผล ณดายังคงไม่ยอมนอนและขอเล่นตุ๊กตา หรือไม่ก็จะขออ่านหนังสือต่อวิธีที่ผมใช้ลำดับต่อไปคือ การปิดไฟ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการขัดใจลูกอย่างมาก . เธอจะเริ่มร้องไห้ หงุดหงิด และเข้าสู่โหมดปกป้องเต็มรูปแบบ อารมณ์โกรธและความเครียดจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีนี้ได้ผลพอสมควรแต่วิธีนี้จะทำให้ลูกอยู่ในโหมดปกป้อง ซึ่งทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่เกิดขึ้นและอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับตัวลูกได้อีกเช่นกัน . และหากลองมาศึกษาดูดีๆแล้ว มีผลการวิจัยและศึกษาทดลองมากมาย ซึ่งดร.Darcia Navaez ได้รวบรวมความรู้และบทความ Parents Misled by Cry-It-Out Sleep Training Reports และ Dangers of “Crying It Out” Damaging children and their relationships … More ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน

parent as coach ตอนไม่มีช่องว่างระหว่างเรา

ในตอนนี้ผมมีเรื่องเล่าจากคุณแม่ท่านนึงซึ่งเป็น coachee (ผู้รับการโค้ช)มาปรึกษาถึงวิธีการพูดกับลูกวัย9ปี ให้เชื่อฟังเพราะคุณแม่เริ่มเจอปัญหาและรู้สึกว่าลูกและคุณแม่เริ่มมีระยะห่างและความเข้าใจไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่พูดลูกเริ่มไม่ฟัง คุณแม่เตือนเรื่องการคบเพื่อน ลูกเถียงบอกว่าแม่ไม่เข้าใจและรังเกียจเพื่อนของเขาหรอ เรื่องมีอยู่ว่าลูกสงสารเพื่อนที่ตอนเย็นต้องอยู่บ้านคนเดียวและต้องช่วยป้าทำงาน เลยอยากจะชวนเพื่อนมาที่บ้านตอนเย็นทุกวัน แต่คุณแม่ต้องการความเป็นส่วนตัวและรู้มาว่าเพื่อนคนนี้ของลูกโกหกลูกของเธอเพื่อจะมาที่บ้านโดยไม่ต้องช่วยป้าทำงานที่ร้านเมื่อความต้องการของแม่และลูกไม่ตรงกันปัญหาจึงเกิด ปัญหาตรงนี้เกิดจากคุณแม่ไม่เข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย7-14ปี ผมขออธิบายดังนี้นะครับ เด็กในช่วงวัย7-14ปี สมองชั้นกลางจะพัฒนาอย่างโดดเด่นเราเรียกช่วงวัยนี้ว่าช่วงแห่งการ”อยู่ร่วม” หรือช่วงแห่ง”feeling” คือความคิดของเขาคือเรื่องของความรู้สึก และยังไม่ถึงช่วงของความคิดเชิงวิเคราะห์ที่เป็นรูปธรรมเท่ากับเด็กในวัยของ thinking หรือ 14-21 ปี (1) ในช่วงวัยนี้เด็กๆเขาจะมีเพื่อนสนิทหนึ่งถึงสองคน คล้ายๆคู่รักแต่ไม่ใช่ จะเป็นเพื่อนสนิทแบบซี้ปึกไปไหนไปกัน แต่จากความคุ้นเคยของคุณแม่ที่ดูแลลูกตั้งแต่เกิด คิด ตัดสินใจและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกมาโดยตลอด และเริ่มคุ้นชินกับการเป็นผู้เลือกและตัดสินใจแทนลูก ทำให้คุณแม่เริ่มนำกรอบของคุณแม่ไปตัดสินและชี้วัดลูกจึงทำให้เกิดเป็นหาและไม่เข้าใจกันระหว่างแม่กับลูกจึงเกิดคำว่า”ช่องว่างระหว่างวัย” ช่องว่างตรงนี้เราสามารถปิดและเติมเต็มได้ด้วยทักษะของlife coach ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิดหรือmind set ของคุณพ่อคุณแม่ก่อนว่า เราจะดำรงอยู่เพื่อลูกและ ฟังลูกอย่างตั้งใจ โดยไม่ตัดสิน กล่าวชมสิ่งดีๆในตัวลูก เพียงแค่นี้ลูกก็จะรู้สึกว่าคุณพ่อ คุณแม่เป็นพวกเดียวกับเขามิได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาโดยการบอกหรือบงการให้เขาต้องทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ในกรณีของคุณแม่ท่านนี้ผมแนะนำให้ลองพูดชมลูกก่อนว่า “ลูกมีน้ำใจกับเพื่อนและเป็นห่วงเพื่อนมากเลยนะที่จะชวนเพื่อนมาที่บ้าน” เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่เข้าใจในความรู้สึกเขา จากนั้นผมชวนให้คุณแม่ตั้งคำถามเพื่อสะท้อนความรู้สึกกับลูก แทนการบอกหรือสอนลูกตรงๆ ในเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยคุณแม่เล่าว่าได้ใช้คำถามว่า”ลูกรู้สึกอย่างไรบ้างถ้ามีคนมาเดินเข้าเดินออกในห้องนอนของลูก” ซึ่งลูกของเธอตอบว่ารู้สึกไม่ชอบและไม่เป็นส่วนตัว คุณแม่เลยถามต่อว่า”แล้วถ้าเพื่อนคนนี้มาบ่อยๆ ความเป็นส่วนตัวของครอบครับเราจะเป็นอย่างไร” เธอบอกว่าเพียงแค่นี้ลูกของเธอก็เข้าใจสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อสารโดยไม่รู้สึกว่าถูกแม่ตัดสินและตีความและก็ยังสามารถสะท้อนไปยังความรู้สึกของตัวเองว่าที่ชวนเพื่อนมาบ้านเพราะรู้สึกสงสารซึ่งก็รู้ว่าเพื่อนเป็นคนชอบพูดโกหก และหนีงานที่บ้านมาบ้านของเขาเพราะเลี่ยงงานบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กในวัยนี้เริ่มเข้าใจเหตุผลถูกผิดแต่ใช้ความรู้สึกของการอยู่ร่วมกับเพื่อนความสัมพันธ์เป็นตัวขับเคลื่อนมากกว่า ประกอบกับต้องการที่จะให้แม่ยอมรับในความคิดของตัวเองมากกว่าเหตุผลถูกผิดอื่นใด … More parent as coach ตอนไม่มีช่องว่างระหว่างเรา