💕💕ข้อคิดจากคุณแม่ลูกสอง 💕💕

ผมมีข้อความโพสที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูก 2 โดยผมขออนุญาตจากคุณแม่ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆทีไ่ด้เรียนรู้ในการใช้วิธีเลี้ยงลูกเชิงบวกหรือ‪#‎AttachmentParenting‬ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เผชิญของการเป็นคุณแม่ลูกสองท่านนี้แล้ว เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านต่อไปครับ _________________________________ วันนี้ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องลูกและขอบคุณพ่อโป๊ะแม่แป้งและสมาชิกของคลับ Happy to play and Learn kids คะ (เรื่องยาวไปหน่อยนะคะ ต้องขอโทษด้วยคะ แต่อยากแชร์คะ) . เคยแชร์ปัญหาเรื่องลูกแฝด ชายหญิงอายุ 2.11 ด. ปัญหาคือแฝดพี่ไม่แบ่งของเล่น กัด ข่วน น้องเวลาน้องมาหยิบของเล่น คนในครอบครัวแนะนำให้ตีมือ และตบปากน้องริว เพื่อสอนให้รู้ว่าห้ามกัดน้อง แม่ก็ทำคะ เวลาพี่กัดหรือข่วนน้อง แม่จะเสียงดัง รวมถึงตีมือและบอกคนพี่ว่า อย่าทำน้อง แรกๆ ทำก้อไม่มีอะไรคนพี่แค่มอง แต่พอหลายครั้งต่อมา คนพี่เริ่มกลัวและตกใจในสิ่งที่แม่เสียงดังและตี จนร้องไห้และฉี่โดยอัตโนมัติ จนแม่เองก้อตกใจที่ลูกฉี่ราดจึงหยุดเสียงดัง และไม่กล้าเสียงดังใส่เวลาเค้ากัดน้อง แต่มันกลายเป็นกลไกที่สมองเค้าสั่งไปแล้วว่า เวลาแม่เสียงดังใส่ เค้าจะพูดว่าฉี่และฉี่เลย เพราะรู้ว่าถ้าทำแบบนี้ แม่จะไม่เสียงดังและเพื่อให้แม่สนใจ ….เป็นปัญหาสิคะทีนี้ เราไม่รู้จะแก้ไขปัญหาคนพี่ยังไง . จนกระทั่งได้มาแชร์เรื่องในคลับ ซึ่งสมาชิกหลายคนในคลับคอมเม้นมาให้คำแนะนำเยอะมากคะ ซึ่งต้องขอบคุณทุกคนตรงนี้ด้วยคะ และวันนั้นเอง ก้อได้คุยกับพ่อโป๊ะเป็นครั้งแรก พ่อโป๊ะให้คำปรึกษาดีมาก … More 💕💕ข้อคิดจากคุณแม่ลูกสอง 💕💕

💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕

💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕 ____________________ เมื่อค่ำคืนนี้ก่อนณดานอน ในช่วงระหว่างที่ลูกเล่นบทบาทสมมติคนเดียวบนเตียง พ่ออาบน้ำ แม่เดินเก็บของในห้องอยู่ไม่ห่าง จู่ๆไฟในห้องก็ดับพรึ๊บ!!… ความมืดมิดในห้องแบบมืดสนิท จนเห็นแสงดาวสะท้อนแสงตกแต่ง บนผนังฝ้าสว่างอย่างชัดเจน ณดาเงียบมากไม่ส่งเสียงใดๆ แต่แน่นอนคือเธอคงกลัวและตกใจ แม่ส่งเสียงเรียกลูก เพื่อให้รู้ว่าแม่อยู่ใกล้ๆและกำลังเดินไปหา เธอก็ส่งเสียงตอบรับและบอก ณดา: “แม่หนูกลัว” แม่: “จ๊ะมันคือความกลัว แม่เข้าใจความรู้สึกหนูตอนนี้นะจ๊ะ” เรากอดกันแน่น แม่: “แม่จะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนนะ” ณดา: “ค่ะ” แม่ : “ดูสิความมืดก็ทำให้เรามองเห็นดาวด้วยนะสวยจัง” จนไฟสว่างกลับมาเธอยังดูตกใจไม่หาย ก็ดูแลความรู้สึกจนเริ่มผ่อนความกลัวลง สักพักเธอทำท่าทางโมโหอะไรบางอย่างและพูดว่า… “มาเลยถ้าไฟดับอีกชั้นจะจัดการจับตีๆๆให้เลยหึ!!” (อารมณ์ทะเลาะกับอะไรบางอย่างตามประสาเด็กสามขวบ) ‘ ตอนนั้นเข้าใจว่านี่คือกลไกทางสมอง ส่วนที่เป็นสมองของการป้องกันตัวเองให้ระงับความกลัวไปได้ตามสัญชาตญาน แต่คิดว่าถ้าปล่อยให้ลูกเข้าใจต่อสู้กับอะไรที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตที่แท้จริงอย่างนี้ เขาอาจจะกลายเป็นคนที่โทษแต่คนอื่น โทษสิ่งของ โทษความมืด ต่างๆนานา แทนที่จะหันมาเรียนรู้จัดการกับความรู้สึกนี้ด้วยตัวเอง (เหมือนเคสที่เด็กๆล้มแล้วสอนให้ตีพื้น สะดุดของเล่นก็โทษของเล่น) ในเหตุการ์ณที่ควบคุมไม่ได้นี้จึงสอนเมื่อเค้าเริ่มสงบ แล้วใช้วิธีการสอนแนวเลี้ยงลูกเชิงบวก และแนวทางของ by Daniel J. Siegel, Tina Payne Bryson จากหนังสือ … More 💕💕บทเรียนสอนจิตสอนใจเรา..จากเรื่องไฟดับ💕💕

ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน

ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน _______________________ ลูกนอนดึกหรือลูกไม่ยอมนอนเป็นหนึ่งในปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านกังวลใช่ไหมครับ มีหลายท่านถามถึงวิธีการ ว่าเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งผมเองก็ถือว่าเป็น challenge หนึ่งของบ้านเราเช่นกัน . ณดาในวัย 3 ขวบเริ่มนอนดึกและไม่ยอมนอนบางครั้งกว่าจะนอนเกือบ4ทุ่มครึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนณดาจะนอนง่ายมาก บางครั้งขอนอนเอง และถ้าเขาไม่ยอมนอนเอง วิธีที่ผมใช้คือการอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง และเล่นแฟลชการ์ดก่อนนอน พอณดาเริ่มโตขึ้น นิทานกับแฟลชการ์ดเริ่มไม่ได้ผล ณดายังคงไม่ยอมนอนและขอเล่นตุ๊กตา หรือไม่ก็จะขออ่านหนังสือต่อวิธีที่ผมใช้ลำดับต่อไปคือ การปิดไฟ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการขัดใจลูกอย่างมาก . เธอจะเริ่มร้องไห้ หงุดหงิด และเข้าสู่โหมดปกป้องเต็มรูปแบบ อารมณ์โกรธและความเครียดจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีนี้ได้ผลพอสมควรแต่วิธีนี้จะทำให้ลูกอยู่ในโหมดปกป้อง ซึ่งทำให้กระบวนการเรียนรู้ไม่เกิดขึ้นและอาจจะทำให้เกิดผลเสียกับตัวลูกได้อีกเช่นกัน . และหากลองมาศึกษาดูดีๆแล้ว มีผลการวิจัยและศึกษาทดลองมากมาย ซึ่งดร.Darcia Navaez ได้รวบรวมความรู้และบทความ Parents Misled by Cry-It-Out Sleep Training Reports และ Dangers of “Crying It Out” Damaging children and their relationships … More ตอน ความประทับใจเมื่อลูกไม่ยอมนอน

Timeline of Life

timeline of life อดีต…ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เราใช้อดีตให้เป็นประโยชน์ได้ ด้วยการให้ความหมายใหม่ อดีต…ที่เลวร้ายจงใช้เป็นบทเรียน อดีต…ที่ภาคภูมิใจจงใช้เป็นพลัง ในการนำพาชีวิตให้ก้าวเดินไปข้างหน้า ปัจจุบัน… เป็นตัวกำหนดอนาคต เราสามารถกำหนดชะตาชีวิตเราได้ด้วยตัวเอง ด้วยการกระทำของตัวเราเอง อย่ามัวแต่โทษฟ้าดิน หรืออ้างชะตาลิขิต ชีวิตอาจเจออุปสรรคบ้าง จงบอกกับตนเองไว้เสมอว่า มันเป็นเพียงบททดสอบ มิใช่ตัวกำหนดชะตาชีวิต ขอเพียงชัดเจนหนักแน่นในเป้าหมาย และมีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะลิขิตชีวิตได้ตามใจปรารถนา เพราะเช้านี้ก็จะกลายเป็นอดีตของวันนี้ และวันนี้ก็จะกลายเป็นอดีตของวันพรุ่งนี้ไปในที่สุด… อนาคต… เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จงอย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จนกลายเป็นเครื่องกีดขวาง ไม่ให้ชีวิตก้าวเดินไปข้างหน้า แต่เราสามารถใช้อนาคต มาเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย และเส้นทางเดินของชีวิต ที่เราต้องการจะเป็นได้ พ่อโป๊ะ Life Coach และกระบวนกร

ในการเรียนรู้พัฒนาตัวเองในฐานะพ่อแม่

ในการเรียนรู้พัฒนาตัวเองในฐานะพ่อแม่ ———– ผมได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์โอ เทพรัตน์ ผ่านไป1คืน ทำให้ผมได้ตกผลึกความรู้บางอย่างผมขอเรียกมันว่า “หลุมพรางความสมบูรณ์แบบ” มนุษย์ทุกคนอยากที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบดังนั้นจึงไม่มีใครชอบเมื่อถูกผู้อื่นพูดถึง วิจารณ์ตนเองในแง่ลบ หรือการกระทำที่ทำให้รู้สึกคุณค่าความเป็นมนุษย์ลดลง เมื่อไม่นานมานี้ผมเผลอตกลงไปในหลุมพรางนั้น ความโกรธ ความแค้นเข้าครอบงำ อาการทางร่างกายที่จับได้ ณ ขณะนั้น หน้าแดง หูอื้อ ปวดท้อง และไม่รับฟังเหตุผลของใครใดๆทั้งสิ้น ความรู้สึกเหมือนถูกผีสิง สิ่งที่เรียนมาเหมือนถูกตัดขาดจากสมองโดยสิ้นเชิง เมื่อมาตั้งคำถามกับตนเองและมองย้อนกลับไป ในเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้น อะไรที่ทำให้เราโกรธ ที่โกรธเพราะเรารู้สึกอะไรอยู่ คำตอบที่ได้คือ ที่โกรธเพราะเราดันคิดว่าคุณค่าในตัวเราถูกผู้อื่นตัดสินและโดนลดทอน นี่แหละหลุมพรางความสมบูรณ์แบบที่ผมเองเผลอตกลงไปอย่างจัง…. ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าพึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่ว่าใครจะพูดถึงเรา กระทำกับเราอย่างไรก็ตาม คุณค่าในตัวเราไม่เคยหายไปไหนและมันยังคงอยู่กับเราตราบที่ตัวเราเองยังคงให้คุณค่ากับตนเอง” เราจะได้ไม่เผลอตกลงไปในหลุมพรางนั้นจนเกิดเป็นเหตุความขัดแย้งบานปลายทั้งภายนอกและภายในจิตใจของเรา นี่คือบทเรียนหนึ่งที่ผมทบทวนกับตัวเองและได้ไต่ตรองและอยากแบ่งปันครับ พ่อโป๊ะ

Parent as Coach ตอนที่1

Parent as Coach ตอนที่1 —————————- หลายครั้งที่มีคำถามมาที่ผมเรื่องที่ว่าเลี้ยงลูกไม่ตีลูกไม่ทำโทษลูก เป็นการสปอยลูกหรือเปล่า เดี๋ยวลูกก็นิสัยเสียหรอก ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้นะครับว่า การที่ไม่ได้ตีหรือทำโทษลูก ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องตามใจหรือยอมในสิ่งที่ลูกทำหากแต่เราสามารถเบี่ยงเบนความสนใจหรือใช้ข้อตกลงอื่นๆกับลูกได้ ส่วนการอธิบายเหตุผลนั้นมาแน่นอนครับ สอนเมื่อสมองพร้อมรับฟังเท่านั้น สิ่งสำคัญคือตัวคุณพ่อคุณแม่มีความอดทนและดำรงอยู่เพื่อลูกได้มากแค่ไหน บางบ้านไม่ตีลูกก็จริงแต่ใช้การอธิบายเหตุผล แล้ว time outลูก เพิกเฉยใส่ลูกทำเหมือนลูกเป็นอากาศ หรือแม้กระทั่งการใช้คำว่า “ถ้าทำแบบนี้อีกแม่จะไม่รัก” วิธีทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีค่าเท่ากับคุณตีลูกเลยละครับ บางทีอาจจะส่งผลต่อตัวเด็กมากกว่าการตีเสียอีก วันนี้เราพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนจากพ่อ แม่ ที่มีอำนาจเหนือลูกลงโทษลูก หรือพยายามเป็นครูที่คอยพร่ำสอนเทศนา เรามาลองเปลี่ยนบทบาทใหม่มาเป็นโค้ชชีวิตให้กับลูกๆ กันเถอะครับ ถ้าคุณพร้อมผมจะเล่าให้ฟัง… ผมได้มีโอกาสเรียน Life coach ทำให้ได้เข้าใจถึงเหตุและปัจจัยที่ทำให้ศักยภาพในตัวเราถูกจำกัด แท้จริงแล้วเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัด แต่การเลี้ยงดู การทำโทษ การเพิกเฉย การดุด่าว่ากล่าว คำพูด หรือการกระทำบางอย่างด้วยเจตนาและไม่เจตนานี่เองที่เป็นตัวตัดทอนศักยภาพบางอย่างของเด็กไป และสร้างความเชื่อบางอย่างให้กับตัวเด็กจนกลายไป limiting belief ที่ขีดขวางการเดินทางไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ ความสุขอย่างที่เราต้องการนั่นเอง หลักการของ life coach ที่พ่อ แม่อย่างเราควรนำไปดูแลลูก ผมได้สรุปมาสั้นๆเพื่อการนำไปใช้ไว้ดังนี้ครับ 1. เปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงออกทางร่างกาย และการแสดงความคิดเห็น … More Parent as Coach ตอนที่1

อีกหนึ่งแนวคิดจากคุณแม่ลูกสาววัย 13 ปี

วันนี้มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณแม่ท่านหนึ่งที่ลูกของเธอดูสดใสร่าเริง และเข้าหาผู้คนได้ดีมากๆฉลาดสมวัย 13 ปีของเขา คุณแม่เล่าถึงแนวคิดการเลี้ยงลูกที่เราก็ชอบแนวเค้ามากๆ คุณแม่เน้นให้ลูกอยู่รอดและอยู่รวมกับใครก็ได้อย่างมีความสุข ไม่คาดหวังผลเป็นเลิศทางวิชาการ (แต่น้องก็เป็นเด็กเก่งไม่แพ้ใคร เพราะเค้ารู้จักที่จะเรียนรู้อย่างสนุก) ทางของลูกลูกเลือกเองและมีความสุขกับมัน สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ คุณแม่บอกว่า การที่แม่พาลูกไปรู้จักดนตรี ศิลปะ เป็น facilitator ให้กับลูกด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ได้หวังให้ลูกชอบแล้วต้องนำเป็นสายอาชีพหรือเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิต แต่แม่หวังแค่เพียงว่า ให้ลูกได้รู้จักมัน และถ้าลูกชอบ สนุก มีความสุขที่ได้เล่นมัน มันจะเป็นเพื่อนของลูกเพราะในยามที่ลูกเติบโตลูกพบกับความเศร้า เหงา เครียด ในการงานหรือชีวิต ลูกจะมีเพื่อนสิ่งนี้ที่ให้ความสุขแม้นจะเป็นสุขเล็กๆในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตลูกได้ และการที่วันหนึ่งลูกเรียนรู้จักชีวิตและตัวเองได้ ดำรงอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้แล้ว เท่ากับเป็นจุดมุ่งหมายของคนเป็นพ่อแม่ที่ไว้วางใจต่อลูกแล้วว่า ถ้าฉันตายจากไปในวันนี้ฉันก็จะไม่ห่วงอะไรต่อไปแล้ว… จากคุณแม่ลูกสาววัย 13 ปี ท่านหนึ่ง ปล. ตอนนี้น้องพูดได้สามภาษา มีความสามารถและงานอดิเรกหลายด้าน ร้องเพลง ฟังเพลงสากล เล่นกีต้าร์ เล่นกีฬา ฯลฯ กล้าแสดงออก ที่สำคัญน้องเข้ากับผู้คนได้ทุกระดับให้เกียรติเป็นมิตรและอารมณ์ดีจากที่เคยสัมผัสรู้จักกับน้องค่ะ

ปลูกต้นไม้..อย่างเฝ้ารอ แต่ไม่คาดหวัง

การเจริญเติบโตจากภายในของเด็กๆนั้นจะงดงาม เสมอหากพ่อแม่เฝ้าดูโดยปราศจากการครอบงำที่คาดหวัง ให้ลูกมาชดเชยสิ่งที่ขาดหายในวัยเด็กของพ่อแม่…

การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

ยิ่งเราได้มาอยู่ในบทบาทของพ่อแม่ ก็ยิ่งทำให้รู้ว่ามีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา   …ความรู้ที่เรามี ไม่ได้แปลว่าเรารู้ดีแล้วจบ ยังมีอีกหลายๆอย่างที่เราต้องค้นหาความรู้เพิ่มเติม update ความรู้ตลอดเวลา ขยันแสวงหา ขยันอ่าน ไม่มีใครรู้ในทุกๆเรื่อง แต่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ตลอดชีวิต …เรียนรู้ที่จะออกนอกพื้นที่ที่เราคุ้นชิน พื้นที่ Comfort Zone ออกไปสู่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ เปิดโลกใหม่ให้กับตัวเอง อะไรที่ไม่เคยทำก็ลองทำ อะไรที่ไม่เคยสนใจก็ลองหันมาใส่ใจ … เปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เป็น limiting beliefs  ให้เป็นความเชื่อใหม่ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาตัวเอง หากเคยเชื่อว่าเราไม่มีเวลาพอ ก็เปลี่ยนเป็นความเชื่อใหม่ที่บอกว่าฉันมีเวลาและสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆที่อยากทำได้อย่างสมดุล … เติมทักษะอื่นๆที่เรายังขาด เพื่อจะมาเอื้อให้เกิดบรรยากาศของการเรียนรู้สร้างแรงบรรดาลใจและเป็นต้นแบบให้กับลูกๆได้ จากที่มาของเรื่องนี้คือแอบถ่ายระหว่างที่พ่อฝึกเล่นอากูเลเล่ พ่อเล่นกีต้าร์ไม่เก่ง แต่เพราะลูกชอบจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีเล่นจากพี่ เพื่อที่จะเอามาเล่นให้ลูกฟัง จากที่ไม่เคยสนใจก็ต้องลองฝึกฝนตัวเองเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นแรงบรรดาลใจต่อให้กับลูก ทิ้งท้ายจากคำพูดดีๆ จาก Walt Childress “There is no learning in the comfort zone, and there is no comfort in the … More การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด